ย้อนรอย วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา

ภาพนายนิกิตา ครุสชอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียตและนายจอห์น เอฟ. เคนเนดี ประธานาธิบดีสหรัฐฯในขณะนั้น (Kristine/ Flickr)

วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา (Cuban Missile Crisis) หรือที่รัสเซียเรียกว่าวิกฤตการณ์แคริบเบียน (Карибский кризис) เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐฯและสหภาพโซเวียตที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในสงครามเย็น เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1962 สมัยประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) ของสหรัฐฯ และผู้นำโซเวียต นิกิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev)

สาเหตุของวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา สามารถแบ่งได้เป็นปัจจัยภายในคิวบาเอง และปัจจัยภายนอกคือสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯและโซเวียต

1. ปัจจัยภายในคิวบา เริ่มต้นจากการที่คิวบาเกิดการปฏิวัตินำโดยนายฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) ยึดอำนาจจากเผด็จการนายพลบาติสตา (Batista) ซึ่งสหรัฐฯสนับสนุนอยู่ เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1959 ช่วงแรกๆคิวบายังไม่มีความสัมพันธ์ทางทหารใกล้ชิดโซเวียตมากนัก เนื่องจากคาสโตรไม่ต้องการให้คิวบากลายเป็นเบี้ยของโซเวียต แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อสหรัฐฯใช้ซีไอเอ (CIA) ให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏคิวบายกพลขึ้นบกที่อ่าวพิกส์ (Bays of Pigs) ในเดือนเมษายน ค.ศ.1961 พยายามโค่นล้มคาสโตรแต่ไม่สำเร็จ คิวบาจึงขอความช่วยเหลือจากโซเวียต

2. ปัจจัยภายนอก มาจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและโซเวียตในสงครามเย็น เนื่องจากก่อนหน้านั้นสหรัฐฯได้ติดตั้งขีปนาวุธ PGM-19 Jupiter ในอิตาลีและตุรกีประชิดโซเวียต ส่งผลให้โซเวียตต้องหาทางตอบโต้ เมื่อคิวบาขอความช่วยเหลือมา โซเวียตจึงได้โอกาสติดตั้งขีปนาวุธ R-12 Dvina หรือชื่อ NATO คือ SS-4 Sandal ในคิวบา ประชิดสหรัฐฯบ้างเป็นการตอบโต้ โดยโซเวียตเริ่มก่อสร้างฐานยิงขีปนาวุธในคิวบาในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1962

ภาพฐานยิงขีปนาวุธ PGM-19 Jupiter ของสหรัฐฯ (U.S. government)
ภาพขีปนาวุธ R-12 Dvina หรือ SS-4 Sandal ของสหภาพโซเวียตระหว่างการสวนสนามที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโก (Central Intelligence Agency)

ช่วงแรกๆสหรัฐฯไม่ได้ให้ความสนใจข่าวการติดตั้งขีปนาวุธของโซเวียตในคิวบามากนัก เนื่องจากอยู่ในช่วงเลือกตั้ง จนกระทั่งวันที่ 14 ตุลาคม เครื่องบินสอดแนม U-2 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯถ่ายภาพฐานยิงขีปนาวุธของโซเวียตที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในคิวบาได้ ประเด็นนี้เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา เพราะขีปนาวุธดังกล่าวสามารถยิงถึงพื้นที่ภาคตะวันออกของสหรัฐฯในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น ที่ปรึกษาประธานาธิบดีเคนเนดีของสหรัฐฯเสนอทางเลือกระหว่างการโจมตีคิวบา เพื่อทำลายฐานยิงขีปนาวุธ หรือการปิดล้อมคิวบาทางเรือ เคนเนดีเลือกทำการปิดล้อมคิวบาในวันที่ 22 ตุลาคม เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับโซเวียต ไม่กี่วันถัดมาเกิดเหตุลุ้นระทึกขึ้นเมื่อมีเรือสินค้าของโซเวียตซึ่งเชื่อว่าบรรทุกขีปนาวุธแล่นตรงมาทางคิวบา ถ้าเรือของโซเวียตไม่ยอมหยุด สหรัฐฯก็จำเป็นต้องยึดหรือจมเรือของโซเวียต อาจส่งผลให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ โชคดีที่โซเวียตตัดสินใจหันเรือกลับ ก่อนจะปะทะกัน

หนึ่งในภาพถ่ายทางอากาศฐานยิงขีปนาวุธของสหภาพโซเวียตในคิวบา จากเครื่องบินสอดแนม U-2 ของสหรัฐฯ (Courtesy of CIA)
ภาพเรือพิฆาต USS Barry (DD-933) และเครื่องบินลาดตระเวณ P-3A-20-LO Orion ของสหรัฐฯตามประกบเรือสินค้า Metallurg Anosov ของสหภาพโซเวียต ระหว่างวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา (U.S. Navy)

หลังจากนั้นผู้นำโซเวียตคือครุสชอฟและประธานาธิบดีเคนเนดีได้เจรจากัน คุรสชอฟเสนอว่าโซเวียตจะถอนขีปนาวุธออกจากคิวบาโดยมีเงื่อนไขสองข้อคือสหรัฐฯสัญญาจะไม่รุกรานคิวบา และสหรัฐฯต้องถอนขีปนาวุธออกไปจากตุรกี เมื่อเคนเนดีตอบตกลง ครุสชอฟก็ประกาศถอนขีปนาวุธของโซเวียตออกจากคิวบา ปัญหาคือเคนเนดีแถลงข่าวออกสื่อเฉพาะเงื่อนไขข้อแรกของโซเวียตที่สหรัฐฯจะไม่รุกรานคิวบาเท่านั้น ส่วนการถอนขีปนาวุธของสหรัฐฯออกจากตุรกีนั้นไม่ได้เปิดเผยสู่สาธารณะ โซเวียตจึงถูกมองว่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ยอมอ่อนข้อให้สหรัฐฯ ส่งผลให้ภายหลังครุสชอฟถูกโค่นล้มในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ.1964 และนายเลโอนิด เบรจเนฟ (Leonid Brezhnev) ขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่แทน และมีการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ขนานใหญ่เพื่อแข่งขันกับสหรัฐฯ นอกจากการเปลี่ยนผู้นำโซเวียตแล้ว วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบายังส่งผลให้เกิดความแตกแยกในโลกคอมมิวนิสต์ด้วย เนื่องจากจีนไม่พอใจท่าทีของโซเวียตในวิกฤตการณ์คิวบา มองว่าโซเวียตอ่อนข้อให้จักรวรรดินิยมตะวันตก ไม่เหมาะจะเป็นผู้นำโลกคอมมิวนิสต์ เป็นสาเหตุหนึ่งที่โซเวียตและจีนเริ่มขัดแย้งกัน

สวัสดี

17.05.2020

หมายเหตุ: ในกรณีที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์สั่งซื้อสินค้าจาก Amazon ผ่าน Affiliate Link ที่ปรากฏด้านล่าง ผมจะได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการขายด้วย โดยผู้เข้าชมเว็บไซต์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่อย่างใด

แสดงความคิดเห็น