กลยุทธ์ของเออร์วิน รอมเมลในหนังสือ Infantry Attacks บันทึกจากแนวรบ

ภาพจอมพลเออร์วิน รอมเมลและคณะนายทหารในแอฟริกาเหนือ วันที่ 21 มิถุนายน ปี 1942 (Bundesarchiv, Bild 101I-786-0327-19 / Otto / CC-BY-SA 3.0)

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง นายทหารเยอรมันหลายนายได้เขียนหนังสือบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับสงคราม เช่นพลเอกไฮนซ์ กูเดเรียน (Heinz Guderian) บิดาแห่งหน่วยยานเกราะเยอรมัน ผู้พัฒนายุทธวิธีสงครามสายฟ้าแลบ (Blitzkrieg) เขียนหนังสือ Erinnerungen eines Soldaten หรือ Panzer Leader ในปี ค.ศ.1950 จอมพลเอริช ฟอน มันชไตน์ (Erich von Manstein) เขียนหนังสือ Verlorene Siege หรือ Lost Victories ในปี ค.ศ.1955 ฯลฯ หนังสือเหล่านี้ถือเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญและหลักฐานชั้นต้นในการศึกษาสงครามโลกครั้งที่สอง น่าเสียดายที่จอมพลเออร์วิน รอมเมล (Erwin Rommel) เจ้าของฉายาจิ้งจอกทะเลทราย (Desert Fox) ไม่มีโอกาสได้เขียนหนังสือ Panzer greift หรือ Tank Attacks เกี่ยวกับยุทธวิธีรถถังในสมรภูมิทะเลทรายแอฟริกาเหนือตามที่วางแผนไว้ เพราะท่านเสียชีวิตไปก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะสิ้นสุดลง เนื่องจากได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการโจมตีทางอากาศโดยเครื่องบินรบฝ่ายสัมพันธมิตร และภายหลังได้ถูกอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) บังคับให้ฆ่าตัวตาย เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนลอบสังหารฮิตเลอร์ ในปี ค.ศ.1944 ผลงานหนังสือของรอมเมลที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันจึงมีเพียงหนังสือ Infanterie greift an หรือ Infantry Attacks เท่านั้น

รอมเมลเขียนหนังสือ Infantry Attacks ช่วงกลางทศวรรษ 1930 และตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1937 เล่าประสบการณ์และยุทธวิธีของรอมเมลในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในสมรภูมิฝรั่งเศส โรมาเนีย และอิตาลี ฉบับแปลภาษาไทยโดยสรศักดิ์ สุบงกช สำนักพิมพ์ยิปซี ใช้ชื่อหนังสือว่า “บันทึกจากแนวรบ” ซึ่งส่วนตัวผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับชื่อนี้ เพราะถึงแม้รอมเมลจะเขียนหนังสือในลักษณะบันทึกเหตุการณ์ แต่ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์เสนอแนะยุทธวิธีทางทหารแทรกอยู่เป็นระยะเหมือนตำรา นอกจากนี้จุดประสงค์ของรอมเมลยังต้องการใช้หนังสือเล่มนี้แสดงผลงานสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง ซึ่งก็ได้ผล เพราะฮิตเลอร์ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และเกิดความประทับใจ แต่งตั้งให้รอมเมลเป็นนายทหารระดับสูง ทั้งที่รอมเมลไม่ได้มาจากครอบครัวทหารปรัสเซียเก่าแก่เหมือนนายทหารคนอื่นๆ การที่รอมเมลเขียนหนังสือ Infantry Attacks จึงมีลักษณะเหมือนการที่นักวิชาการหรืออาจารย์มหาวิทยาลัยเขียนตำราหรือบทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการตามสโลแกน Publish or perish มากกว่าการเขียนบันทึกความทรงจำทั่วไป ด้วยเหตุนี้หนังสือ Infantry Attacks จึงควรถือเป็นตำราทางทหาร น่าจะใช้ชื่อทำนอง “ทหารราบจู่โจม” หรือ “กลยุทธ์จู่โจมของทหารราบ” มากกว่า ส่วนชื่อหนังสือ “บันทึกจากแนวรบ” นั้นความจริงเหมาะกับหนังสือของกูเดเรียน เพราะชื่อหนังสือภาษาเยอรมัน “Erinnerungen eines Soldaten” สามารถแปลตรงตัวได้ว่า “บันทึกความทรงจำของทหาร”

ภาพจอมพลเออร์วิน รอมเมลในแอฟริกาเหนือ เดือนมิถุนายน ปี 1942 (Bundesarchiv, Bild 146-1977-018-11A / Zwilling, Ernst A. / CC-BY-SA 3.0)

แม้เนื้อหาในหนังสือ Infantry Attacks จะอ้างอิงจากประสบการณ์ของรอมเมลในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ประสบการณ์ดังกล่าวล้วนส่งผลต่อยุทธวิธีของรอมเมลในสงครามโลกครั้งที่สองด้วย ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รอมเมลเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารภูเขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทหารราบจู่โจม (Sturmtruppen หรือ Stormtroopers) ยุทธวิธีของรอมเมลเน้นใช้หน่วยทหารขนาดเล็กดึงดูดความสนใจของข้าศึก บริเวณที่ข้าศึกคิดว่าจะถูกโจมตี ขณะที่กำลังหลักแทรกซึมเข้าไปโจมตีข้าศึกจากด้านข้างและด้านหลังอย่างรุนแรง โดยที่ข้าศึกไม่ทันตั้งตัว กดดันข่มขวัญข้าศึกให้ยอมจำนน หลีกเลี่ยงการสูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์โดยไม่จำเป็น รอมเมลนำยุทธวิธีนี้มาประยุกต์ใช้ในสงครามโลกครั้งที่สองอย่างกว้างขวาง หน่วยทหารใต้บังคับบัญชาของรอมเมล มักจะเคลื่อนกำลังเข้าตีข้าศึกอย่างรุนแรงและรวดเร็วทุกครั้งที่มีโอกาส จากนั้นก็จะรุกไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามตั้งตัว โดยแทบไม่ได้ประสานงานกับหน่วยอื่นๆเลย กองพลพันเซอร์ที่ 7 (7th Panzer Division) ฉายากองพลปีศาจ (division fantôme) หรือกองพลผี (Ghost Division) และภายหลังก็กองทัพน้อยแอฟริกา (Afrika Korps) คือตัวอย่างชัดเจนของการประยุกต์ยุทธวิธีทหารราบสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในหนังสือ Infantry Attacks มาประยุกต์ใช้กับหน่วยยานเกราะ

อิทธิพลอีกอย่างจากสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มีผลกับรอมเมลคือลักษณะการบังคับบัญชาหน่วยทหาร สมัยนั้นรอมเมลมียศเพียงพันโท บังคับบัญชาหน่วยทหารภูเขาระดับกองพัน มีจำนวนทหารใต้บังคับบัญชาและพื้นที่รับผิดชอบไม่มากนัก รอมเมลสามารถสั่งการดำเนินกลยุทธ์ต่างๆได้อย่างใกล้ชิด โดยไม่ต้องสนใจสถานการณ์โดยรวมในสมรภูมิมากนัก อย่างไรก็ตามรอมเมลยังคงใช้สไตล์การบังคับบัญชาแบบเดิมแม้จะได้เลื่อนยศเป็นผู้บัญชาการกองพล, กองทัพน้อย และภายหลังก็กองทัพยานเกราะ แม้จะมีหน่วยทหารใต้บังคับบัญชาและพื้นที่รับผิดชอบมากขึ้น ไม่ต้องพูดถึงการประสานงานกับหน่วยทหารขนาดใหญ่อื่นๆในระดับยุทธศาสตร์ รอมเมลก็ยังบังคับบัญชาหน่วยทหารเหมือนกับเป็นผู้บังคับกองพัน (หรือกองร้อย) รอมเมลมักเกาะติดไปกับหน่วยทหารในแนวหน้า สั่งการดำเนินกลยุทธ์ต่างๆอย่างใกล้ชิด แทนที่จะคอยดูสถานการณ์โดยรวมอยู่ในกองบัญชาการ แม้วิธีการดังกล่าวจะส่งผลให้รอมเมลรู้ความเป็นไปในแนวหน้าอย่างแท้จริง แต่ก็ส่งผลให้ขาดการติดต่อกับกองบัญชาการและหน่วยทหารอื่นๆหลายครั้ง ขาดข้อมูลภาพรวม โดยเฉพาะสายการส่งกำลังบำรุง ซึ่งเป็นจุดอ่อนของรอมเมลตลอดสงคราม

จะเห็นได้ว่าแม้รอมเมลจะไม่มีโอกาสเขียนหนังสือ Panzer greift หรือ Tank Attacks เล่าประสบการณ์ในสงครามโลกครั้งที่สองได้โดยตรง แต่การศึกษาประสบการณ์ของรอมเมลสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจากหนังสือ Infantry Attacks ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำความเข้าใจยุทธวิธีและวิธีคิดของรอมเมลในสงครามโลกครั้งที่สองได้

สวัสดี

08.07.2020 

แสดงความคิดเห็น