อินเดียทบทวนความร่วมมือด้านการศึกษากับจีน

หลังจากแบนแอปพลิเคชั่นของจีนไปแล้ว ล่าสุดอินเดียเตรียมตัดความร่วมมือด้านการศึกษากับจีนอีกด้านหนึ่งด้วย โดยกระทรวงศึกษาธิการของอินเดียตัดสินใจจะทบทวนการเปิดสถาบันขงจื๊อของจีนในอินเดีย รวมถึง MoU ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆของอินเดียและจีนจำนวน 54 ฉบับ ในจำนวนนี้ 30 ฉบับเป็น MoU ความร่วมมือระหว่างสถาบันเทคโนโลยี

https://www.hindustantimes.com/india-news/china-confucius-institutes-face-heat-over-propaganda/story-AZCHG9fp66KxXnHCF56JeO.html

นอกจากทบทวนความร่วมมือด้านการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแล้ว รัฐบาลอินเดียยังออกนโยบายการศึกษาใหม่ ลบภาษาจีนกลางออกจากตัวอย่างรายชื่อภาษาต่างประเทศที่อนุญาตให้ทำการเรียนการสอนในโรงเรียนด้วย กล่าวคือโรงเรียนอินเดียยังสามารถทำการเรียนการสอนภาษาจีนได้ ถ้าต้องการ แต่รัฐบาลอินเดียไม่สนับสนุน

https://www.thehindu.com/education/national-education-policy-2020-mandarin-dropped-from-language-list/article32249227.ece

การจะทำความเข้าใจประเด็นนี้ ก่อนอื่นผมขอแนะนำผู้อ่านให้รู้จักศัพท์คำหนึ่งก่อนครับคือ “จักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรม” หรือ Cultural Imperialism คำนี้หมายความว่าอย่างไร อธิบายง่ายๆคือภาวะที่วัฒนธรรมหนึ่งสามารถแพร่กระจายแพร่หลายได้มากกว่าอีกวัฒนธรรมหนึ่ง จนกลายเป็นวัฒนธรรมหลักครอบงำอีกวัฒนธรรมหนึ่งได้ พูดให้เห็นภาพชัดขึ้นยกตัวอย่างเช่นประเทศพัฒนาแล้วสร้างหนังหรือละครออกมาส่งไปฉายในประเทศกำลังพัฒนา แต่หนังหรือละครที่ประเทศกำลังพัฒนาสร้างขึ้นมานั้นกลับไม่สามารถส่งไปฉายในประเทศพัฒนาแล้วได้ ส่งผลให้ประเทศกำลังพัฒนาได้รับอิทธิพลจากประเทศกำลังพัฒนาแล้วฝ่ายเดียว หรืออีกกรณีหนึ่งคือประเทศกำลังพัฒนาส่งนักเรียนนักศึกษาไปศึกษาต่อในประเทศพัฒนาแล้ว แล้วนักเรียนนอกดังกล่าวรับเอาวิธีคิดต่างๆจากประเทศพัฒนาแล้วกลับมาใช้เต็มที่ฝ่ายเดียว โดยที่ประเทศพัฒนาแล้วไม่เคยคิดจะเรียนรู้อะไรจากประเทศกำลังพัฒนาเลย เป็นการครอบงำทางวัฒนธรรมนั่นเอง (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดกับประเทศที่มีฐานะต่างกันเสมอไป แค่วัฒนธรรมของประเทศหนึ่งแพร่หลายมากกว่าของอีกประเทศก็อาจถือเป็นจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมได้แล้ว) ซึ่งเครื่องมือสำคัญของจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมก็คือสื่อและการศึกษานี่แหละครับ

นอกจากอินเดีย ในช่วงที่ผ่านมาก็มีประเทศตะวันตกหลายประเทศแบนสถาบันขงจื๊อของจีนเช่นสหรัฐฯ เบลเยียม ฯลฯ เพราะมองว่าเนื้อหาที่สถาบันเหล่านี้สอนเป็นโฆษณาชวนเชื่อของจีนนั่นเอง ไม่ต้องการให้ข้อมูลข่าวสารจากจีนเผยแพร่เข้ามาในประเทศตนได้ ถึงตรงนี้ผู้อ่านหลายท่านอาจวิจารณ์ว่าตะวันตกและอินเดียก็มีโฆษณาชวนเชื่อเผยแพร่ให้คนจีนเหมือนกันก็ถูกต้องครับ เพราะทุกประเทศจำเป็นต้องเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารฝั่งตัวเองเพื่อพัฒนาภาพลักษณ์ของประเทศ Image of the Country เพื่อผลประโยชน์ของตนนั่นเอง เป็นเรื่องธรรมดา ก็ต้องรอดูต่อไปว่าจีนจะมีมาตรการตอบโต้อย่างไร เพื่อไม่ให้จีนเป็นฝ่ายถูกครอบงำจากจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมฝ่ายเดียว

ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารไม่ว่าจากฝั่งไหน ในกรณีของประเทศไทยผมคิดว่าคนไทยควรมีโอกาสรับข้อมูลข่าวสารจากทุกแหล่งตราบใดที่ยังอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย นักเรียนนักศึกษาไทยยังสมควรต้องได้รับโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อนำความรู้ที่ได้กลับมาพัฒนาประเทศต่อไป แต่สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือทุกประเทศล้วนมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ไม่มีประเทศไหนดีหรือไม่ดี 100% การรับข้อมูลข่าวสารหรือไปศึกษาต่อในต่างประเทศควรมีจุดประสงค์เพื่อเลือกนำส่วนที่มีประโยชน์กลับมาพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เพื่อกลับมาดูถูกเกลียดชังประเทศตัวเอง เรียนเพื่อมีความรู้เสมอฝรั่ง ไม่ได้เรียนเพื่อเป็นฝรั่ง ที่สำคัญคือผมคิดว่าไทยต้องหาทางเผยแพร่วัฒนธรรมไทยออกไปมากขึ้น ไม่ใช่รอรับวัฒนธรรมต่างชาติฝ่ายเดียว จะได้ไม่ถูกครอบงำโดยจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมไม่ว่าจากประเทศไหนก็ตาม

สวัสดี

03.08.2020

แสดงความคิดเห็น