ขีดความสามารถระบบป้องกันภัยทางอากาศเวียดนาม

หลังจากบทความก่อนเราพูดถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศของลาวไปแล้ว ก็มาต่อกันที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของเวียดนามบ้าง พูดถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศของเวียดนามก็ต้องเริ่มด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีชื่อเสียงที่สุดในสงครามเวียดนามอย่าง S-75 Dvina ก่อนครับ

1.ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-75 Dvina ผลิตในสหภาพโซเวียต

ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-75 Dvina หรือชื่อ NATO คือ SA-2 Guideline เข้าประจำการในกองทัพโซเวียตเมื่อปี ค.ศ.1957 ใช้จรวด V-750 ระยะยิง 45 กิโลเมตร ความเร็ว 3.5 มัค เคยมีผลงานยิงเครื่องบินสอดแนม U-2 ของสหรัฐฯตกเหนือสหภาพโซเวียตและคิวบามาแล้ว ในสงครามเวียดนาม โซเวียตส่ง S-75 ให้เวียดนามเหนือจำนวน 95 ระบบและจรวด 7,658 ลูก (ในจำนวนนี้ทำการยิงไปประมาณ 5,800 ลูก) ใช้ป้องกันกรุงฮานอยและเมืองท่าไฮฟองจากการทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ เวียดนามอ้างว่ามีเครื่องบินรบของสหรัฐฯถูก S-75 ยิงตกถึง 1,046 ลำ หนึ่งในสามของจำนวนเครื่องบินรบสหรัฐฯที่ถูกยิงตกทั้งหมด ที่เหลือส่วนใหญ่ถูกยิงตกโดยปืนต่อสู้อากาศยานซึ่งใช้ข้อมูลจากเรดาร์ของ S-75 ในการชี้เป้า อย่างไรก็ตามสหรัฐฯอ้างว่ามีเครื่องบินรบของตนถูก S-75 ยิงตกเพียง 205 ลำ (ในจำนวนนี้เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Stratofortress จำนวน 17 ลำ) สาเหตุหนึ่งที่ตัวเลขน้อยเพราะสหรัฐฯจัดให้เครื่องบินรบที่ถูกยิงได้รับความเสียหายแล้วกลับมาประสบอุบัติเหตุตกระหว่างลงจอดที่สนามบิน เป็นความสูญเสียจากอุบัติเหตุ ไม่นับว่าถูกฝ่ายตรงข้ามยิงตก ปัจจุบันจรวด S-75 ของเวียดนามที่เหลืออยู่ก็ค่อยๆทยอยหมดอายุไป แต่ก็มีบางส่วนที่ยังใช้งานได้ ได้รับการอัพเกรดเป็นรุ่น S-75M Volga ข้อมูลบางแหล่งระบุว่ามีจำนวน 24 ระบบ จรวด 65 – 280 ลูก

ภาพระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-75 Dvina ของเวียดนาม (Hoangprs5/ Wikimedia Commons)

2.ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-125 Pechora ผลิตในสหภาพโซเวียต

ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-125 Pechora หรือชื่อ NATO คือ SA-3 Goa เข้าประจำการในกองทัพโซเวียตเมื่อปี ค.ศ.1961 ใช้จรวด V-600 ระยะยิง 35 กิโลเมตร โซเวียตพึ่งส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นนี้ให้เวียดนามหลังสงครามเวียดนามสิ้นสุดแล้ว สาเหตุเพราะระหว่างสงครามเวียดนาม โซเวียตต้องส่งอาวุธบางส่วนให้เวียดนามเหนือทางบกผ่านทางจีน แล้วจีนก็จะฉวยโอกาสยักยอกอาวุธบางส่วนไว้ใช้เองแล้วส่งของก็อปจีนให้เวียดนามเหนือทดแทนไป โซเวียตซึ่งเริ่มมีความขัดแย้งกับจีน ไม่ต้องการให้จีนได้เทคโนโลยีของ S-125 ไป จึงตัดปัญหาด้วยการไม่ส่ง S-125 ให้เวียดนามเหนือเอาดื้อๆ ส่งให้เฉพาะประเทศอาหรับใช้รบกับอิสราเอล กว่าเวียดนามจะได้ S-125 มาใช้ก็ต้องรอสงครามเวียดนามสิ้นสุดแล้ว โดยโซเวียตส่งมาให้ใช้ป้องกันจีน ปัจจุบัน S-125 ของเวียดนามได้รับการอัพเกรดเป็นรุ่น Pechora-2TM

ภาพระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-125 Pechora ของเวียดนาม (Wikimedia Commons)

3.ระบบป้องกันภัยทางอากาศ 2K12 Kub ผลิตในสหภาพโซเวียต

นอกจากระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-125 Pechora แล้ว ระบบป้องกันภัยทางอากาศอีกรุ่นที่โซเวียตส่งให้เวียดนามป้องกันจีนตือ 2K12 Kub หรือชื่อ NATO คือ SA-6 Gainful ระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นนี้เข้าประจำการในกองทัพโซเวียตเมื่อปี ค.ศ.1967 รถฐานยิงคันหนึ่งมีจรวด 3M9 จำนวน 3 ลูก ระยะยิง 24 กิโลเมตร เมื่อสงครามสั่งสอนเวียดนามของจีน (ซึ่งความจริงไม่รู้ว่าใครสั่งสอนใคร) เป็นการรบทางบกเป็นหลัก ระบบป้องกันภัยทางอากาศทั้ง S-125 และ 2K12 จึงไม่มีโอกาสแสดงผลงานแบบในตะวันออกกลาง

ภาพรถฐานยิงระบบป้องกันภัยทางอากาศ 2K12 Kub ของเซอร์เบีย (Srđan Popović/ Wikimedia Commons)

4.ระบบป้องกันภัยทางอากาศ 9K35 Strela-10 ผลิตในสหภาพโซเวียต

ระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้ 9K35 Strela-10 หรือชื่อ NATO คือ SA-13 Gopher เข้าประจำการในกองทัพโซเวียตเมื่อปี ค.ศ.1976 ใช้จรวด 9M37 ระยะยิง 5 กิโลเมตร ติดตั้งบนรถสายพาน MT-LB ค้นหาเป้าหมายด้วยอินฟราเรด เวียดนามมีอยู่ 12 – 20 ระบบ

ภาพระบบป้องกันภัยทางอากาศ 9K35 Strela-10 ของรัสเซีย (Vitaly Kuzmin)

5.ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300PMU1 ผลิตในรัสเซีย

ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300PMU1 พัฒนาขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1985-1989 เปิดตัวในงานแอร์โชว์ที่กรุงมอสโกในปี ค.ศ.1992 เป็นรุ่นส่งออกของ S-300PM1 เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยไกล เรดาร์มีระยะตรวจจับ 300 กิโลเมตร จรวดมีระยะยิงไกลสุด 150 กิโลเมตร เวียดนามจัดหา S-300PMU1 จำนวน 2 ระบบเมื่อปี ค.ศ.2005 มูลค่าประมาณ 200 – 300 ล้านเหรียญ มีรถฐานยิงรวม 12 คัน จรวด 60 ลูก มีที่ตั้งอยู่ที่กรุงฮานอย

ภาพระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ของรัสเซีย (Vitaly Kuzmin)

6.ระบบป้องกันภัยทางอากาศ SPYDER ผลิตในอิสราเอล

ระบบป้องกันภัยทางอากาศ SPYDER (Surface-to-air PYthon and DERby) ผลิตโดยบริษัท Rafael ของอิสราเอล มี 2 รุ่นย่อยคือ SPYDER-SR เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้ ระยะยิง 15 กิโลเมตร และ SPYDER-MR เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยกลาง ระยะยิง 35 – 50 กิโลเมตร ระบบหนึ่งมีรถฐานยิง 6 คัน ใช้จรวด Python-5 และ I-Derby เมื่อปี ค.ศ. 2015 เวียดนามจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ SPYDER จำนวน 6 ระบบ พร้อมจรวด 250 ลูก แต่ข้อมูลบางแหล่งก็ระบุว่าเวียดนามจัดหาจรวด Python-5 และ I-Derby รุ่นละ 200 ลูก รวม 400 ลูก ต่อมาช่วงปลายปี ค.ศ.2018 มีข่าวในสื่อรัสเซียระบุว่าเวียดนามไม่ประทับใจระบบป้องกันภัยทางอากาศ SPYDER มากนัก เพราะไม่ได้ออกแบบมาใช้งานในเขตร้อนชื้น ส่งผลให้ชำรุดเสียหายบ่อยและการทดสอบยิงส่วนใหญ่พลาดเป้า นอกจากนี้ยังไม่สามารถใช้งานร่วมกับระบบป้องกันภัยทางอากาศจากรัสเซีย (โซเวียต) ที่เวียดนามใช้อยู่ได้ อย่างไรก็ตามความน่าเชื่อถือของข่าวนี้ยังเป็นที่กังขาอยู่ เพราะเวียดนามไม่ใช่ประเทศเดียวในแถบนี้ที่มี SPYDER ใช้งานอยู่ อินเดียและสิงคโปร์ก็มี SPYDER เช่นกัน และเมื่อไม่นานนี้ฟิลิปปินส์ก็พึ่งอนุมัติงบประมาณสำหรับจัดหา SPYDER อีกประเทศหนึ่ง

ภาพรถฐานยิงระบบป้องกันภัยทางอากาศ SPYDER-SR ติดตั้งบนรถบรรทุก Tatra ของอินเดีย (Ereshkigal1/ Wikimedia Commons)

นอกจากระบบป้องกันภัยทางอากาศหลากหลายรุ่นแล้ว เวียดนามยังมีปืนต่อสู้อากาศยานจำนวนมาก รวมถึงปืนต่อสู้อากาศยานอัตตาจร ZSU-23-4 Shilka ผลิตในสหภาพโซเวียต และจรวดพื้นสู่อากาศประทับบ่า (MANPADS) รุ่น 9K32 Strela-2 (ชื่อ NATO คือ SA-7 Grail) และ Igla ด้วย

ภาพปืนต่อสู้อากาศยานอัตตาจร ZSU-23-4 Shilka (DoD photo by Sgt. Ryan Ward, U.S. Marine Corps)

อาจกล่าวได้ว่าปัจจุบันเวียดนามเป็นประเทศที่มีเครือข่ายระบบป้องกันภัยทางอากาศทั้งพิสัยใกล้ กลาง และไกลแน่นหนาที่สุดในอาเซียน แต่ส่วนใหญ่เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศที่โซเวียตส่งให้สมัยสงครามเย็นซึ่งจะทยอยหมดอายุการใช้งานไปในอนาคตอันใกล้ ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่จะเป็นกำลังรบหลักของเวียดนามในอนาคตก็จะมี S-300PMU1 จากรัสเซียและ SPYDER จากอิสราเอลซึ่งไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้ ต้องติดตามต่อไปว่าเวียดนามจะจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นไหนมาเสริมเครือข่ายระบบป้องกันภัยทางอากาศ ทดแทนของเก่าที่จะค่อยๆหมดอายุไป ก่อนหน้านี้เมื่อปี ค.ศ.2016 มีข่าวว่าเวียดนามกำลังเจรจาจัดหา S-400 จากรัสเซียจำนวน 4 ระบบ แต่หลังจากนั้นข่าวก็เงียบไป ไม่มีความคืบหน้า ส่วนตัวผมเชื่อว่าเวียดนามมีงบประมาณไม่พอ หลังจากที่ผ่านมาทุ่มงบกลางไปเสริมกำลังรบทางอากาศและทางเรือหมดแล้ว ช่วงหลังเวียดนามเริ่มต้องกู้เงินจากประเทศผู้ผลิตเพื่อจัดหาอาวุธ เช่นกู้เงินรัสเซียซื้อรถถัง T-90S ล่าสุดก็กู้เงินญี่ปุ่นต่อเรือตรวจการณ์ ในส่วนของระบบป้องกันภัยทางอากาศในอนาคตก็น่าจะเป็นแบบเดียวกันครับ

สวัสดี

05.08.2020

แสดงความคิดเห็น