กองทัพแห่งชาติลิเบียเสริมเครือข่ายระบบป้องกันภัยทางอากาศที่เมืองเซอร์เต

ภาพระบบป้องกันภัยทางอากาศ Pantsir-S1 ของรัสเซีย ในวันแห่งชัยชนะ 9 พฤษภาคม ปี 2010 (Aleksey Toritsyn/ Wikimedia Commons)

หลังจากเมื่อไม่กี่วันก่อนมีภาพระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ไม่ทราบที่มา ของกองทัพแห่งชาติลิเบียใกล้เมืองเซอร์เต ล่าสุดสื่อ Al-Masdar News รายงานว่ากองทัพแห่งชาติลิเบียได้เสริมกำลังระบบป้องกันภัยทางอากาศ Pantsir-S1 เข้าไปในพื้นที่เพิ่มเติม ข้อมูลบางแหล่งระบุว่าขณะนี้มี Pantsir-S1 วางกำลังรอบๆเมืองเซอร์เตอย่างน้อย 8 ระบบ ที่น่าสนใจคือ Pantsir-S1 ที่ปรากฏในคลิปที่เผยแพร่ออกมาล่าสุดติดตั้งอยู่บนรถบรรทุก KAMAZ-6560 ไม่ใช่รถบรรทุก MAN SX 45 แสดงว่าไม่ได้ส่งมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือ UAE เหมือนคราวก่อนแล้ว อาจเป็นของรัสเซียไม่ก็ซีเรียส่งมา

ระบบป้องกันภัยทางอากาศ Pantsir-S1 เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้ เรดาร์มีระยะตรวจจับ 36 กิโลเมตร จรวดมีระยะยิง 20 กิโลเมตร ปืนต่อสู้อากาศยานมีระยะยิง 4 กิโลเมตร ออกแบบมาใช้งานร่วมกับระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นอื่นๆเป็นเครือข่าย เช่นรัสเซียมักจะจับคู่ Pantsir-S1 กับระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 หน้าที่ของ S-400 คือตรวจจับและทำลายเป้าหมายที่มีความสำคัญเช่นอากาศยานของข้าศึกในระยะไกล (เรดาร์ของ S-400 มีระยะตรวจจับ 600 กิโลเมตร จรวดรุ่น 40N6 มีระยะยิง 380 กิโลเมตร) ส่วน Pantsir-S1 มีหน้าที่คุ้มกัน S-400 ในระยะประชิด รวมถึงรับมือเป้าหมายขนาดเล็กเช่นโดรนและจรวดร่อน

ในช่วงแรกๆของสงครามลิเบียรอบใหม่นี้ กำลังทางอากาศของทั้งฝ่ายรัฐบาลที่กรุงตริโปลีและกองทัพแห่งชาติลิเบียมีเพียงเครื่องบินรบรุ่นเก่าที่หลงเหลือมาจากยุคกัดดาฟี เช่น MiG-21 และ L-39 เท่านั้น มีจำนวนน้อย ขาดการซ่อมบำรุง นักบินและช่างก็ขาดแคลน ส่งผลให้กำลังทางอากาศไม่มีผลกับการรบมากนัก ลำพังระบบป้องกันภัยทางอากาศ Pantsir-S1 ติดตั้งบนรถบรรทุก MAN SX 45 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ส่งมาให้กองทัพแห่งชาติลิเบียก็เพียงพอป้องกันการโจมตีทางอากาศจากฝ่ายรัฐบาลแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อตุรกีเข้าแทรกแซงสงครามลิเบีย มีการส่งโดรนที่ทันสมัยเช่น Bayraktar TB2 เข้าพื้นที่เป็นจำนวนมาก ลำพัง Pantsir-S1 จึงไม่เพียงพอรับมือโดรนอีกต่อไป เนื่องจาก Pantsir-S1 เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้ที่ออกแบบมาใช้งานเสริมกับระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นอื่นๆ มีระยะตรวจจับเรดาร์และระยะยิงจรวดค่อนข้างสั้น เมื่อใช้งานแบบเดี่ยวๆ กระจายกำลังกันออกไปเป็นวงกว้าง จึงเปิดโอกาสให้โดรนของตุรกีอาศัยจุดอ่อนดังกล่าวบินวนติดตาม Pantsir-S1 จากระยะไกล ซึ่งจรวดหรือเรดาร์ของ Pantsir-S1 ติดตามไปไม่ถึง เมื่อสบโอกาสก็โจมตี สามารถทำลาย Pantsir-S1 ได้จำนวนมาก พลิกสถานการณ์สู้รบรอบกรุงตริโปลีให้กองกำลังฝ่ายรัฐบาลซึ่งได้กำลังเสริมจากกบฏซีเรียเป็นฝ่ายได้เปรียบ แม้ตุรกีจะสูญเสียโดรน Bayraktar ไปจำนวนมากเช่นกัน แต่เพราะเป็นผู้ผลิตจึงสามารถผลิตโดรนใหม่มาทดแทนได้รวดเร็ว ต่างจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ต้องจัดหา Pantsir-S1 จากรัสเซียและโดรน Wing Loong จากจีน ก่อนจะส่งมาให้กองทัพแห่งชาติลิเบีย จึงไม่สามารถทดแทนยุทโธปกรณ์ที่เสียไปได้เร็วเท่าตุรกี

การที่กองทัพแห่งชาติลิเบียจับคู่ Pantsir-S1 (ซึ่งบางส่วนรัสเซียหรือซีเรียส่งมาให้ใหม่) กับระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยไกลคือ S-200 ที่พึ่งฟื้นสภาพใหม่และ S-300 ไม่ทราบที่มา เป็นเครือข่ายระบบป้องกันภัยทางอากาศ จึงเป็นการแก้ไขจุดอ่อนจากคราวก่อน ใช้ต้นแบบจากการวางกำลังของรัสเซียในซีเรีย ซึ่งจับคู่ระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้คือ Pantsir-S1 และ Tor-M2 กับระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยไกลคือ S-400 ป้องกันฐานทัพอากาศ Hmeymim สามารถสกัดจรวดหลายลำกล้องและโดรนของฝ่ายกบฏได้หมดทุกครั้ง อย่างไรก็ตามเนื่องจากฝ่ายกบฏในซีเรียไม่ได้มีโดรนที่ทันสมัยแบบตุรกี และฝ่ายกองทัพแห่งชาติลิเบียก็ไม่ได้มีเครือข่ายระบบป้องกันภัยทางอากาศที่สมบูรณ์เหมือนของรัสเซีย ถ้ามหาอำนาจที่สนับสนุนคู่สงครามในลิเบียไม่สามารถตกลงกันได้ เกิดการสู้รบแย่งชิงเมืองเซอร์เตและฐานทัพอากาศจูฟราเพื่อเปิดทางไปสู่แหล่งน้ำมันของลิเบีย ก็ต้องติดตามต่อว่าเครือข่ายระบบป้องกันภัยทางอากาศใหม่นี้จะสามารถป้องกันการโจมตีทางอากาศด้วยโดรนของตุรกีได้ผลขนาดไหน

สวัสดี

08.08.2020

แสดงความคิดเห็น