ชินาโนะ เรือบรรทุกเครื่องบินที่จมหลังเข้าประจำการเพียงสิบวัน

ภาพเรือบรรทุกเครื่องบินชินาโนะของญี่ปุ่น ระหว่างทดสอบในทะเล นอกชายฝั่งโยโกฮาม่า 11 พฤศจิกายน 1944
(Marine engineer Hiroshi Arakawa, Ishikawajima Shipyard)

ในสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นวางแผนจะต่อเรือประจัญบานชั้นยามาโตะ (Yamato) ออกมาทั้งหมด 5 ลำ แต่ภายหลังยกเลิกไป 2 ลำ เหลือ 3 ลำได้แก่เรือประจัญบานยามาโตะ เริ่มวางกระดูกงูในปี ค.ศ.1937 ปล่อยลงน้ำปี 1940 และเข้าประจำการวันที่ 16 ธันวาคม 1941 ลำที่สองคือเรือประจัญบานมูซาชิ (Musashi) เริ่มวางกระดูกงูในปี 1937 ปล่อยลงน้ำปี 1940 และเข้าประจำการวันที่ 5 สิงหาคม 1942 แต่ทว่าเรือลำที่สามชื่อชินาโนะ (Shinano) ซึ่งเริ่มวางกระดูกงูในปี 1940 ได้ถูกสั่งระงับการต่อไว้ชั่วคราว จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน 1942 หลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสมรภูมิมิดเวย์ (Midway) สูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินไปถึง 4 ลำ ญี่ปุ่นจึงตัดสินใจดัดแปลงตัวเรือของชินาโนะจากเรือประจัญบานไปเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินเพื่อทดแทนกำลังรบที่เสียไป

เนื่องจากชินาโนะมีพื้นฐานมาจากเรือประจัญบานชั้นยามาโตะ จึงมีขนาดใหญ่มาก มีความยาว 265.8 เมตร ระวางขับน้ำเกือบ 70,000 ตัน ถ้าดัดแปลงเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินเต็มตัวก็จะสามารถบรรทุกเครื่องบินได้มากกว่า 100 ลำ แต่ทว่าในกองทัพเรือญี่ปุ่น (Imperial Japan Navy – IJN) กลับมีผู้มีไอเดียบรรเจิด เสนอไม่ให้ดัดแปลงชินาโนะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน แต่ให้ดัดแปลงเป็นเรือชนิดใหม่คือเรือสนับสนุนเรือบรรทุกเครื่องบิน ลักษณะของเรือประเภทนี้ภายนอกจะคล้ายกับเรือบรรทุกเครื่องบินคือมีรันเวย์ให้เครื่องบินรบขึ้นลงได้ แต่ไม่มีโรงเก็บเครื่องบินและฝูงบินของตัวเอง พูดง่ายๆคือใช้เป็นสนามบินลอยน้ำเปล่าๆ ให้เครื่องบินรบจากเรือบรรทุกเครื่องบินลำอื่นบินมาลงเพื่อเติมน้ำมันและติดอาวุธใหม่หลังเสร็จภารกิจเท่านั้น หลังจากถกเถียงกันไปมา กองทัพเรือญี่ปุ่นก็ตัดสินใจแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น ดัดแปลงชินาโนะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่มีเครื่องบินรบของตัวเองจำนวน 47 ลำ แต่ให้ทำภารกิจเหมือนเป็นตัวสำรอง คอยทดแทนเครื่องบินรบที่เรือบรรทุกเครื่องบินลำอื่นสูญเสียไปเท่านั้น

การที่เรือบรรทุกเครื่องบินชินาโนะมีสถานะเป็นเหมือนตัวสำรองนี้เอง ส่งผลให้ญี่ปุ่นไม่ได้สนใจเรือลำนี้มากนัก การต่อเรือเป็นไปอย่างล่าช้า จนกระทั่งญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสมรภูมิทะเลฟิลิปปินส์ (Battle of the Philippine Sea) ในเดือนมิถุนายน ปี 1944 เสียเรือบรรทุกเครื่องบินไปอีก 3 ลำ ญี่ปุ่นจึงหันมาเร่งต่อเรือชินาโนะจนเสร็จ ปล่อยลงน้ำวันที่ 8 ตุลาคม และเข้าประจำการในวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่เมืองโยโกสุกะ (Yokosuka) การที่ญี่ปุ่นเร่งนำชินาโนะเข้าประจำการในเวลากระชั้นชิด ส่งผลให้ระบบภายในต่างๆรวมถึงประตูกั้นน้ำยังได้รับการติดตั้งไม่เรียบร้อย แถมลูกเรือส่วนใหญ่ก็ไม่มีประสบการณ์ในการเดินเรือมาก่อน เรือชินาโนะจึงยังไม่พร้อมจะออกรบได้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากในช่วงเวลานั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐฯเริ่มเข้ามาใกล้โยโกสุกะมากขึ้น ส่งผลให้กองทัพเรือญี่ปุ่นเกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของชินาโนะจากการโจมตีทางอากาศ จึงมีคำสั่งให้ชินาโนะออกทะเลในวันที่ 28 พฤศจิกายน มุ่งหน้าไปฐานทัพเรือคุเระ (Kure) ไปรับการติดตั้งระบบต่างๆและฝึกลูกเรือให้เรียบร้อยที่นั่นแทน แม้กัปตันเรือ นาวาเอก โทชิโอะ อาเบะ (Toshio Abe) จะคัดค้านก็ตาม

เรือบรรทุกเครื่องบินชินาโนะออกเดินทางไปคุเระ โดยมีเรือพิฆาตคุ้มกัน 3 ลำได้แก่อิโซคาเซะ (Isokaze) ยูคิคาเซะ (Yukikaze) และฮามาคาเซะ (Hamakaze) ช่วงกลางคืนวันที่ 28 พฤศจิกายน เรือดำน้ำอาเชอร์ฟิช (USS Archerfish) ของสหรัฐฯพบหมู่เรือรบของญี่ปุ่นแล้วเริ่มติดตาม ฝั่งญี่ปุ่นก็ตรวจจับสัญญาณเรดาร์ของเรือดำน้ำได้เช่นกัน หมู่เรือญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนไปแล่นเรือแบบซิกแซ็ก ที่น่าสนใจคือความจริงแล้วเรือรบญี่ปุ่นมีความเร็วสูงกว่าเรือดำน้ำสหรัฐฯ ถ้าตัดสินใจแล่นเป็นแนวตรงด้วยความเร็วสูงสุด แม้จะมีความเสี่ยงมากกว่าในช่วงแรก สุดท้ายหมู่เรือญี่ปุ่นก็จะทิ้งห่างเรือดำน้ำสหรัฐฯได้ แต่เมื่อหมู่เรือญี่ปุ่นตัดสินใจแล่นเรือแบบซิกแซ็ก นอกจากจะไม่สามารถใช้ความเร็วมากกว่าให้เกิดประโยชน์แล้ว ยังเลี้ยวเข้าไปอยู่ในแนวยิงตอร์ปิโดของเรือดำน้ำอาเชอร์ฟิชเสียเองหลายครั้งด้วย เมื่อได้จังหวะอาเชอร์ฟิชก็ยิงตอร์ปิโดออกไป 6 ลูก ในจำนวนนี้เข้าเป้าถูกชินาโนะจำนวน 4 ลูก

แม้ความเสียหายจะค่อนข้างรุนแรง แต่ทั้งกัปตันและลูกเรือชินาโนะก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก เพราะเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของเรือชั้นยามาโตะ (ก่อนหน้านั้นในสมรภูมิอ่าวเลย์เต เรือประจัญบานมูซาชิโดนตอร์ปิโดถึง 19 ลูกและระเบิดอีก 11 ลูกถึงจะจม) ยังคงแล่นเรือต่อไปด้วยความเร็วสูง ส่งผลให้น้ำทะลักเข้ามาในเรือ จนเรือค่อยๆเอียง ลูกเรือพยายามแก้ไขสถานการณ์แล้วแต่ไม่สำเร็จ แม้จะให้เรือพิฆาตคุ้มกันเข้ามาช่วยลากจูงก็ไม่สำเร็จอีกเช่นกัน สุดท้ายจึงมีคำสั่งให้สละเรือในช่วงสายของวันที่ 29 พฤศจิกายน ก่อนที่ชินาโนะจะจมลงในที่สุด ดูดกลืนลูกเรือที่ลอยคออยู่จำนวนมากจมไปพร้อมกับเรือด้วย มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,435 นาย รวมถึงกัปตันอาเบะด้วย ส่วนผู้รอดชีวิต 1,080 นายได้รับการช่วยเหลือโดยเรือพิฆาต

ช่วงแรกๆกองบัญชาการของสหรัฐฯไม่เชื่อรายงานของกัปตันเรือดำน้ำอาเชอร์ฟิช เพราะสหรัฐฯไม่ทราบข่าวเรือบรรทุกเครื่องบินชินาโนะมาก่อน จึงบันทึกข้อมูลว่าอาเชอร์ฟิชสามารถจมเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นฮิโยะ (Hiyo) ระวางขับน้ำ 28,000 ตันเท่านั้น แต่เมื่อข้อมูลของชินาโนะถูกเปิดเผยออกมาภายหลัง ก็มีการแก้ไขข้อมูลใหม่และกัปตันเรืออาเชอร์ฟิชก็ได้รับเหรียญกล้าหาญ

เรือบรรทุกเครื่องบินชินาโนะเป็นเรือรบขนาดใหญ่ที่สุดที่ถูกจมโดยเรือดำน้ำ หลังจากเข้าประจำการได้เพียง 10 วัน

สวัสดี

01.09.2020

แสดงความคิดเห็น