พาหนะหลักของกองทัพเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สองคือ “ม้า”

ภาพรถม้าของทหารเยอรมันติดหล่มในรัสเซีย เดือนมีนาคม ค.ศ.1942
(Bundesarchiv, Bild 101I-289-1091-26 / Dinstühler / CC-BY-SA 3.0)

เมื่อพูดถึงกองทัพเยอรมันหรือ Wehrmacht ในสงครามโลกครั้งที่สอง คนส่วนใหญ่จะนึกถึงสงครามสายฟ้าแลบหรือ Blitzkrieg ที่หน่วยยานเกราะเยอรมัน นำหน้าด้วยรถถัง สนับสนุนโดยทหารราบซึ่งโดยสารมากับรถกึ่งสายพาน บุกโจมตีแนวป้อมกันของฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ทันตั้งตัว สนับสนุนด้วยเครื่องบินรบ บุกตะลุยไปข้างหน้า รวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด การที่กองทัพของประเทศหนึ่งจะสามารถพิชิตยุโรปเกือบทั้งทวีปได้อย่างรวดเร็ว กองทัพนั้นก็ควรต้องใช้ยานเกราะและยานยนต์เป็นพาหนะหลักอยู่แล้ว แต่ทว่าความจริงนั้นแตกต่างจากในโฆษณาชวนเชื่อมาก พาหนะหลักของหน่วยทหารเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สองมากกว่า 80% ไม่ใช่รถกึ่งสายพานหรือรถบรรทุกแต่เป็นม้า! ยกตัวอย่างในปี ค.ศ.1943 จากจำนวนทหารเยอรมันทั้งหมด 322 กองพล มีเพียง 52 กองพลที่ใช้ยานเกราะและยานยนต์เป็นหลัก ต่อมาช่วงปลายปี ค.ศ.1944 ตัวเลขดังกล่าวก็ลดลงเหลือเพียง 48 กองพล

เหตุใดกองทัพเยอรมันจึงต้องใช้งานม้าเป็นพาหนะหลัก โดยเฉพาะในหน่วยทหารราบ ทหารปืนใหญ่ และหน่วยส่งกำลังบำรุง ?

ปัจจัยแรกคือคนเยอรมันสมัยนั้นส่วนใหญ่ไม่เคยมีประสบการณ์ใช้รถยนต์มาก่อน ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง อัตราส่วนจำนวนรถยนต์ต่อประชากรของเยอรมนีคือ 1:89 พูดง่ายๆคือคนเยอรมัน 89 คนมีรถ 1 คัน ในขณะที่อัตราส่วนจำนวนรถยนต์ต่อประชากรของสหรัฐฯคือ 1:5 จะเห็นได้ว่าโดยเฉลี่ย คนเยอรมันมีความคุ้นเคยกับรถยนต์ค่อนข้างน้อย เมื่อเกณฑ์มาเป็นทหารแล้ว กองทัพแทบจะต้องฝึกสอนการขับรถยนต์ใหม่ตั้งแต่ต้น ในทางตรงกันข้ามคนจำนวนมากกลับมีประสบการณ์ในการใช้ม้าทำการเกษตรมาก่อน รวมถึงมีโรงเรียนสอนขี่ม้าอย่างแพร่หลาย

ปัจจัยที่สองคือเยอรมนีผลิตยานยนต์ทางทหารได้ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่นรถกึ่งสายพาน Sd.Kfz.251 หนึ่งในพระเอกสำคัญของสงครามสายฟ้าแลบ ถูกผลิตออกมาตลอดสงครามประมาณ 15,000 คันเท่านั้น (ในขณะที่สหรัฐฯผลิตรถกึ่งสายพาน M3 ออกมามากกว่า 53,000 คัน) ต้องยึดรถของฝ่ายตรงข้ามและของพลเรือนมาใช้งาน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ แถมยังทำให้สายการส่งกำลังบำรุงซับซ้อนขึ้นด้วย เพราะต้องสำรองอะไหล่รถหลายรุ่นมากขึ้น เมื่อมีรถไม่พอใช้งาน กองทัพเยอรมันจึงต้องใช้ม้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาพขบวนรถม้าของทหารเยอรมันระหว่างการสวนสนามฉลองชัยชนะในโปแลนด์ต่อหน้าอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ 5 ตุลาคม ค.ศ.1939
(Bundesarchiv, Bild 146-1974-132-33A / Mensing / CC-BY-SA 3.0)

ระหว่างปี ค.ศ.1938 – 1939 ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพเยอรมันมีม้าประมาณ 400,000 ตัว เมื่อเยอรมนีบุกโปแลนด์ในเดือนกันยายน ค.ศ.1939 จำนวนม้าในกองทัพเยอรมันก็เพิ่มขึ้นเป็น 885,000 ตัว และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉลี่ยแล้วกองทัพเยอรมันมีม้าใช้งานประมาณ 1,100,000 ตัวตลอดทุกช่วงเวลาของสงคราม ในการบุกสหภาพโซเวียตตามปฏิบัติการบาร์บารอสซ่า (Operation Barbarossa) วันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ.1941 กองทัพเยอรมันใช้ม้ามากกว่า 600,000 – 750,000 ตัว พูดง่ายๆคือในปฏิบัติการดังกล่าวมีม้า 1 ตัวต่อทหารเยอรมัน 4 – 5 นาย

เมื่อหน่วยทหารเยอรมันส่วนใหญ่ยังต้องใช้งานม้าเป็นพาหนะหลัก ส่งผลให้ความเร็วในการเคลื่อนกำลังของหน่วยทหารในกองทัพเยอรมันแตกต่างกันอย่างมาก กองพลยานเกราะหรือพันเซอร์ (Panzer) ซึ่งใช้รถถังเป็นกำลังรบหลัก และทหารราบยานเกราะหรือพันเซอร์เกรนาเดียร์ (Panzergrenadier) ซึ่งใช้รถกึ่งสายพาน รถบรรทุก และปืนใหญ่อัตตาจรเป็นกำลังรบหลัก สามารถเคลื่อนกำลังได้เร็ว มีความคล่องตัวสูงมาก ในขณะที่ทหารราบ ทหารปืนใหญ่ และหน่วยส่งกำลังบำรุงใช้งานรถม้า เคลื่อนกำลังได้ช้าและความคล่องตัวต่ำ มีผลต่อสงครามสายฟ้าแลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะตามหลักนิยมดังกล่าว ภารกิจของหน่วยยานเกราะคือการบุกทะลวงไปข้างหน้า เจาะแนวและโอบล้อมข้าศึก จากนั้นก็รุกต่อไป ส่วนการกวาดล้างข้าศึกที่อยู่ในวงล้อมนั้นเป็นหน้าที่ของทหารราบที่ติดตามมา ถ้าทหารราบไม่สามารถติดตามหน่วยยานเกราะได้ทัน ย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าว

ลางบอกเหตุเริ่มมีให้เห็นแล้วในการบุกยุโรปตะวันตก ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ค.ศ.1940 เมื่อหน่วยยานเกราะเยอรมันทะลวงผ่านป่าอาร์เดนส์ในเบลเยียมไปได้อย่างรวดเร็ว ไล่ต้อนกองทัพอังกฤษและพันธมิตรไปจนมุมที่ดันเคิร์ก แต่แล้วอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) และนายทหารเยอรมันบางส่วนก็ตัดสินใจให้หยุดการรุกไว้ชั่วคราว ปัจจัยหนึ่งเพราะทหารราบและหน่วยส่งกำลังบำรุงไม่สามารถติดตามหน่วยยานเกราะได้ทัน เปิดโอกาสให้อังกฤษอพยพทหารออกจากดันเคิร์กได้ในที่สุด ปัญหาการส่งกำลังบำรุงของเยอรมันในยุโรปตะวันตกยังไม่ร้ายแรงเท่าไหร่ เพราะยุโรปมีขนาดพื้นที่เล็กและเส้นทางคมนาคมก็ได้รับการพัฒนามากแล้ว ปัญหากลับไปเริ่มลุกลามมากจริงๆระหว่างการบุกสหภาพโซเวียต ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ในปี ค.ศ.1941 เมื่อหน่วยยานเกราะเยอรมันรุกไกลออกไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเป็นการยากที่รถม้าของทหารราบและหน่วยส่งกำลังบำรุงจะติดตามได้ทัน อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลมากคือเยอรมนีและสหภาพโซเวียตใช้รางรถไฟคนละขนาด เท่ากับว่าต่อให้ทหารเยอรมันยึดชุมทางรถไฟของโซเวียตได้ก่อนที่ทหารโซเวียตจะทำลายทิ้งก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี ทหารช่างเยอรมันต้องวางรางรถไฟใหม่หมด เท่ากับว่าในช่วงแรกๆม้าที่จะถูกส่งไปทดแทนในแนวหน้า ต้องเดินทางจากเยอรมนีไปถึงแนวหน้าด้วยตัวเอง ไม่สามารถลำเลียงไปโดยรถไฟได้ ส่งผลให้ม้าอิดโรยตั้งแต่ก่อนจะถึงแนวหน้า เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1941 มีม้าตายไปมากกว่า 100,000 ตัว และมีอีกประมาณ 33,000 ตัวที่ป่วยหรือไม่อยู่ในสภาพที่จะปฏิบัติภารกิจได้

จุดอ่อนสำคัญของการใช้ม้าอีกข้อคือเปราะบางต่อการโจมตีทางอากาศ ซึ่งเริ่มแสดงให้เห็นในสหภาพโซเวียตเมื่อกองทัพอากาศเยอรมันต้องกระจายกำลังออกไปตลอดแนวหน้าหลายพันกิโลเมตร ไม่สามารถจะครองอากาศได้ตลอดเวลา และยิ่งเด่นชัดมากขึ้นในสมรภูมินอร์มังดี ค.ศ.1944 เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายครองอากาศได้อย่างสมบูรณ์

ภาพทหารเยอรมันลำเลียงม้าขึ้นรถไฟในรัสเซีย เดือนสิงหาคม ค.ศ.1942
(Bundesarchiv, Bild 101I-217-0473-23A / Scheffler / CC-BY-SA 3.0)

จุดอ่อนของการพึ่งพาม้าเป็นพาหนะหลักนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของกองทัพเยอรมันในหลายสมรภูมิ

หนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้กองทัพที่ 6 ของเยอรมันไม่สามารถฝ่าวงล้อมของโซเวียตที่สตาลินกราดได้คือความขาดแคลนยานพาหนะรวมถึงม้า เนื่องจากหญ้าสำหรับเลี้ยงม้าขาดแคลน ส่งผลให้ม้าตายไปจำนวนมาก นายทหารในกองทัพที่ 6 จึงตัดสินใจอพยพม้าส่วนใหญ่ออกไปจากสตาลินกราด ก่อนที่กองทัพโซเวียตจะเริ่มปฏิบัติรุกตอบโต้และโอบล้อมกองทัพที่ 6 ในที่สุด

การที่กองทัพเยอรมันใช้ม้าเป็นพาหนะหลัก ส่งผลให้กลุ่มกองทัพภาคกลาง (Army Group Center) ประสบกับหายนะระหว่างปฏิบัติการบากราติโอน (Operation Bagration) ของโซเวียตในปี ค.ศ.1944 เนื่องจากทหารเยอรมันที่นั่งรถม้า ไม่สามารถหนีรอดจากทหารโซเวียตซึ่งได้รับการสนับสนุนรถจี๊ป รถบรรทุก และรถกึ่งสายพานจากตะวันตกตามโครงการยืม-เช่า (Lend-Lease) ได้

ในสมรภูมินอร์มังดีเดือนมิถุนายน ค.ศ.1944 มี “เรื่องเล่า” ว่าหน่วยลาดตระเวณของเยอรมันได้รับคำสั่งให้ไปสอดแนมดูว่าทหารอเมริกันที่ยกพลขึ้นบกมานั้นมีม้ามาด้วยกี่ตัว เพื่อที่นายทหารเยอรมันจะได้ประเมินขีดความสามารถในการส่งกำลังบำรุงของสหรัฐฯ หน่วยลาดตระเวณเยอรมันกลับมารายงานว่าไม่เห็นม้าแม้แต่ตัวเดียว แต่กองทัพสหรัฐฯมียานยนต์ทั้งรถจี๊ป รถบรรทุก รถกึ่งสายพานจำนวนมากมายมหาศาล หนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้กองทัพเยอรมันพ่ายแพ้ในสมรภูมิแห่งนี้คือทหารเยอรมันหลายหน่วยมีสถานะเป็นเพียง Static Division ขาดแคลนยานพาหนะ ไม่สามารถเคลื่อนที่ไปไหนไกลได้

ภาพรถม้าของทหารเยอรมันบริเวณภาคเหนือของฝรั่งเศสระหว่างสมรภูมินอร์มังดี วันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ.1944
(Bundesarchiv, Bild 101I-301-1958-20 / Genzler / CC-BY-SA 3.0)

เมื่อม้าเป็นจุดอ่อนสำคัญส่งผลให้กองทัพเยอรมันพ่ายแพ้ในหลายสมรภูมิ คำถามที่เกิดขึ้นคือแล้วถ้ากองทัพเยอรมันมียานยนต์ เช่นรถบรรทุกและรถกึ่งสายพาน เพียงพอสำหรับใช้งานทั้งกองทัพ ผลของสงครามโลกครั้งที่สองจะออกมาต่างจากนี้หรือไม่ ? คำตอบคือไม่ครับ แถมดีไม่ดีเยอรมนีจะแพ้สงครามเร็วขึ้นกว่าเดิมอีก เพราะการใช้งานยานยนต์นั้น ต้องมีทรัพยากรสำคัญคือน้ำมัน ซึ่งเยอรมนีมีไม่พอใช้ตลอดสงคราม มองมุมหนึ่งการที่หน่วยทหารเยอรมันส่วนใหญ่ใช้ม้าเป็นพาหนะหลักนี่แหละที่ส่งผลให้เยอรมนียืนหยัดทำสงครามได้ถึงปี ค.ศ.1945 เพราะม้าไม่ต้องใช้น้ำมัน แค่มีหญ้าให้กินก็พอ ซึ่งสามารถหาได้จากแทบทุกที่ในยุโรป

สวัสดี

16.09.2020

แสดงความคิดเห็น