รถถังในสงครามเกาหลี ค.ศ.1950 – 1953

ภาพนาวิกโยธินสหรัฐฯพร้อมรถถัง M26 Pershing ในสงครามเกาหลี
(Photo by Corporal Peter McDonald, USMC/ Public Domain)

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี ค.ศ.1945 กองทัพสหรัฐฯเข้าควบคุมภาคใต้ของเกาหลี ส่วนกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตเข้าควบคุมภาคเหนือ โดยใช้เส้นขนานที่ 38 องศาเป็นเส้นแบ่ง โดยตอนแรกกำหนดให้การแบ่งแยกนี้มีลักษณะเป็นการชั่วคราวเท่านั้น หลังจากจัดการปกครองต่างๆเสร็จ มหาอำนาจก็จะถอนตัวออกไป ให้เกาหลีรวมประเทศมีเอกราชและอำนาจอธิปไตยเป็นของตัวเอง อย่างไรก็ตามภาวะสงครามเย็น และการแข่งขันกันระหว่างสหรัฐฯและสหภาพโซเวียตส่งผลให้สองเกาหลีซึ่งต่างก็มีรัฐบาลของตัวเอง ใช้ระบอบการปกครองและเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ไม่สามารถรวมตัวกันได้ สุดท้ายเมื่อการรวมประเทศอย่างสันติไม่ประสบผลสำเร็จ กองทัพเกาหลีเหนือจึงบุกข้ามเส้นขนานที่ 38 ในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ.1950

ในช่วงแรกๆของสงครามเกาหลี กองทัพเกาหลีเหนือสามารถบุกทะลวงแนวป้องกันของเกาหลีใต้ได้อย่างรวดเร็ว สาเหตุสำคัญเพราะสหภาพโซเวียตได้มอบยุทโธปกรณ์ไว้ให้กองทัพเกาหลีเหนือจำนวนมาก รวมถึงรถถังกลาง T-34/85 มากกว่า 200 คัน รถถังรุ่นนี้ติดอาวุธปืนใหญ่ขนาด 85 มิลลิเมตรที่สามารถเจาะเกราะด้านหน้าของรถถัง Panther และ Tiger I ของเยอรมันได้ที่ระยะ 500 เมตร นอกจากนี้เกาหลีเหนือยังมีปืนใหญ่อัตตาจรขนาด 76 มิลลิเมตร SU-76 อีกจำนวนหนึ่งด้วย ในขณะที่สหรัฐฯแทบไม่ได้ให้อาวุธหนักแก่เกาหลีใต้ไว้ป้องกันตัวเลย กองทัพเกาหลีใต้มีเพียงรถหุ้มเกราะ M8 Greyhound ติดปืนใหญ่ขนาด 37 มิลลิเมตรจำนวน 27 คันและปืนใหญ่ต่อสู้รถถังขนาด 37 และ 57 มิลลิเมตรไม่กี่กระบอกเท่านั้น ไม่ครณามือยานเกราะของเกาหลีเหนือ

ภาพทหารสหรัฐฯตรวจสอบซากรถถัง T-34/85 ของเกาหลีเหนือ (Public Domain)

เมื่อสถานการณ์ของเกาหลีใต้เข้าขั้นวิกฤต สหรัฐฯก็จัดตั้งกองกำลังสหประชาชาติเข้าแทรกแซงทันที สาเหตุที่สหรัฐฯสามารถจัดตั้งกองกำลังในนามสหประชาชาติได้สำเร็จ เป็นเพราะขณะนั้นสหภาพโซเวียตกำลังคว่ำบาตรสหประชาชาติที่ไม่รับรองรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตง ส่งผลให้ร่างมติของสหรัฐฯไม่ถูกโซเวียตวีโต้นั่นเอง อย่างไรก็ตามกองทหารสหรัฐฯหน่วยแรกๆที่ถูกส่งไปเกาหลีคือทหารที่ประจำอยู่ในญี่ปุ่น ซึ่งไม่อยู่ในสภาพพร้อมรบแต่อย่างใด รถถังของสหรัฐฯในญี่ปุ่นเกือบทั้งหมดเป็นรถถังเบา M24 Chaffee ติดอาวุธปืนใหญ่ขนาด 75 มิลลิเมตร สู้รถถัง T-34/85 ไม่ได้ ส่วนรถถังกลาง M4A3 Sherman ติดปืนใหญ่ขนาด 76 มิลลิเมตร และรถถังหนัก M26 Pershing ติดปืนใหญ่ขนาด 90 มิลลิเมตรนั้นในญี่ปุ่นมีอยู่ไม่กี่คันเท่านั้น เนื่องจากสะพานในญี่ปุ่นไม่สามารถรับน้ำหนักรถถังเหล่านี้ได้ รถถังเหล่านี้จึงถูกทิ้งไว้ในคลัง ไม่ได้รับการซ่อมบำรุงเท่าที่ควร ส่งผลให้ในช่วงแรกๆกองทัพสหรัฐฯก็ถูกกองทัพเกาหลีเหนือโจมตีถอยร่นไปจนมุมที่เมืองท่าปูซานเช่นกัน ต้องรอจนกระทั่งมีกำลังเสริมพร้อมรถถัง M26 Pershing มาสมทบมากขึ้น และกองกำลังของนายพลแมคอาเธอร์ยกพลขึ้นบกที่อินชอน ตลบหลังกองทัพเกาหลีเหนือ จึงสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ กองทัพเกาหลีเหนือเมื่อถูกตีขนาบจากสองด้านก็ถอยร่นขึ้นเหนือ ทิ้งอาวุธหนักรวมถึงรถถังจำนวนมากไว้ระหว่างทาง

ภาพรถถังเบา M24 Chaffee ในสงครามเกาหลี เดือนกันยายน ค.ศ.1950 (US Army/ Public Domain)

กองทัพสหรัฐฯตามตีกองทัพเกาหลีเหนือข้ามเส้นขนานที่ 38 ขึ้นไปถึงแม่น้ำยาลู ประชิดชายแดนจีน ส่งผลให้จีนตัดสินใจเข้าแทรกแซงสงครามเกาหลีในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1950 แม้จีนจะได้รับการสนับสนุนรถถัง T-34/85 จากสหภาพโซเวียต (ซึ่งภายหลังจีนก็อปออกมาใช้ชื่อรุ่นว่า Type-58) รวมถึงเกาหลีเหนือเองก็ยังมีรถถัง T-34/85 เหลืออยู่จำนวนหนึ่ง แต่ยุทธวิธีหลักของจีนคือการใช้คลื่นมนุษย์เข้าตีกองทัพสหรัฐฯถอยร่นข้ามเส้นขนานที่ 38 กลับไปอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากจีนมองว่าการเคลื่อนกำลังของทหารราบสามารถปิดเป็นความลับได้ง่ายกว่ารถถัง อย่างไรก็ตามกองทัพสหรัฐฯมีขีดความสามารถเหนือกว่ากองทัพจีนคณะชาติหรือก๊กมินตั๋งมาก เมื่อสหรัฐฯตั้งตัวได้แล้ว ยุทธวิธีคลื่นมนุษย์ของจีนก็เริ่มใช้ไม่ได้ผลอีก ทั้งสองฝ่ายผลัดกันรุกผลัดกันรับบริเวณเส้นขนานที่ 38 จนถึงปี ค.ศ.1953 ก่อนจะสงบศึกกันในที่สุด ในช่วงนี้การปะทะกันระหว่างรถถังเกิดขึ้นค่อนข้างจำกัด แม้จีนจะอ้างว่ารถถัง T-34/85 สามารถทำลายรถถังฝ่ายตรงข้ามได้จำนวนมากแต่ก็เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น รถถังจึงถูกใช้ในภารกิจยิงสนับสนุนเป็นหลัก โดยรถถังของสหรัฐฯเกือบทั้งหมดเป็นรถถังจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สองทั้ง M24 Chaffee ซึ่งถูกนำไปใช้ในภารกิจลาดตระเวณแทน, M4A3 Sherman และ M26 Pershing ซึ่งภายหลังได้รับการอัพเกรดเป็น M46 Patton ขณะที่รถถังเบา M41 Walker Bulldog ซึ่งพัฒนามาทดแทน M24 พึ่งจะถูกนำมาใช้งานในช่วงไม่กี่สัปดาห์สุดท้ายก่อนการสงบศึกเท่านั้น นอกจากรถถังของสหรัฐฯแล้ว รถถังหลักรุ่นแรกของโลกอย่าง Centurion ของอังกฤษก็ถูกใช้ในสงครามเกาหลีเช่นกัน

ภาพรถถัง M46 Pattonของสหรัฐฯในสงครามเกาหลี วันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ.1953
(MSGT. J.W. HAYES/ Public Domain)

บทเรียนจากสงครามเกาหลีแสดงให้เห็นว่าการมีรถถังที่มีขีดความสามารถเหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม ถือเป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้างความได้เปรียบในสนามรบ เห็นได้จากกองทัพเกาหลีเหนือที่ใช้รถถัง T-34/85 สามารถเอาชนะกองทัพเกาหลีใต้ที่ไม่มีรถถัง รวมถึงกองทัพสหรัฐฯที่ในช่วงแรกๆใช้รถถังเบา M24 Chaffee ได้อย่างง่ายดาย ต้องรอจนกระทั่งสหรัฐฯนำรถถัง M4A3 Sherman, M26 Pershing และ M46 Patton เข้าสมรภูมิมากขึ้นจึงพลิกสถานการณ์กลับมาได้ จริงๆแล้วรถถัง M4A3 Sherman มีขีดความสามารถใกล้เคียงกับ T-34/85 แต่ทหารสหรัฐฯมีประสบการณ์มากกว่า จึงเป็นฝ่ายได้เปรียบ ดังนั้นประสบการณ์ของกำลังพลก็เป็นอีกปัจจัยสร้างความได้เปรียบในสนามรบได้ ในกรณีที่ยุทโธปกรณ์มีขีดความสามารถใกล้เคียงกัน

สวัสดี

20.09.2020

แสดงความคิดเห็น