วิลเลียม เอช. พิตเซนบาร์เกอร์ วีรบุรุษพลร่มกู้ภัยสหรัฐฯในสงครามเวียดนาม

ภาพวิลเลียม พิตเซนบาร์เกอร์ ถือปืน M-16 ยืนข้างเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย HH-43
(National Museum of the U.S. Air Force)

ในประวัติศาสตร์มีเรื่องราวที่ถูกลืมมากมาย โดยเฉพาะเรื่องราวของทหารชั้นผู้น้อยในสมรภูมิต่างๆ ส่งผลให้ผู้กล้าจำนวนมากไม่ได้รับการยกย่องจดจำให้สมกับวีรกรรมความเสียสละที่ได้กระทำไว้ หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของพลร่มกู้ภัย วิลเลียม เอช. พิตเซนบาร์เกอร์ (William H. Pitsenbarger) สังกัดกองทัพอากาศสหรัฐฯในสงครามเวียดนาม ซึ่งได้เสียสละช่วยเหลือเพื่อนทหารจนตัวตาย แต่กว่าวีรกรรมของเขาจะได้รับการยอมรับก็ต้องใช้เวลาหลายสิบปี

วิลเลียม พิตเซนบาร์เกอร์ เกิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ.1944 ในเมือง Piqua ในรัฐโอไฮโอ ระหว่างที่เรียนอยู่ชั้นมัธยม เขาพยายามสมัครเข้าร่วมหน่วยรบพิเศษกรีน เบเรต์ (Green Beret) ของกองทัพบกสหรัฐฯแต่พ่อแม่ไม่อนุญาต หลังเขาสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ.1962 จึงสมัครเข้ากองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้รับการฝึกทหารที่เมืองซานอันโตนิโอ เขาสมัครเข้าหน่วยกู้ภัยทางอากาศ (Pararescue) ในปี ค.ศ.1963 และถูกส่งไปประจำที่เวียดนามใต้ ระหว่างสงครามเวียดนาม แม้จะครบกำหนดแล้วแต่เขาก็อาสากลับมาเวียดนามใต้อีกในปี ค.ศ.1965 ฝูงบินของเขาใช้เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย Kaman HH-43 Huskie วางกำลังอยู่ที่ฐานทัพอากาศใกล้กรุงไซ่ง่อน (ปัจจุบันคือนครโฮจิมินห์)

ระหว่างที่อยู่ในเวียดนามใต้ พิตเซนบาร์เกอร์ออกปฏิบัติภารกิจมากกว่า 300 ครั้ง ครั้งหนึ่งเขาโรยตัวลงไปช่วยเหลือทหารเวียดนามใต้ซึ่งได้รับบาดเจ็บกลางทุ่งกับระเบิด ส่งผลให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญ Airman’s Medal ของกองทัพสหรัฐฯและเหรียญกล้าหาญ Gallantry Cross with Bronze Palm ของเวียดนามใต้

วันที่ 11 เมษายน ค.ศ.1966 ขณะอายุ 21 ปี พิตเซนบาร์เกอร์อาสาออกไปช่วยเหลือหน่วยทหารสหรัฐฯ ที่ถูกกองกำลังเวียดกงโอบล้อม 56 กิโลเมตรทางตะวันออกของกรุงไซ่ง่อน แม้สภาพภูมิประเทศจะเป็นป่าหนาทึบ จนแทบมองไม่เห็นพื้นด้านล่าง แต่เขาก็ยังอาสาโรยตัวลงไปช่วยเหลือเพื่อนทหาร หลังอพยพทหารบาดเจ็บออกไปได้จำนวนหนึ่ง เฮลิคอปเตอร์ก็ถูกยิงได้รับความเสียหาย ส่งผลให้นักบินจำเป็นต้องถอนตัวออกจากพื้นที่ แต่แทนที่พิตเซนบาร์เกอร์จะออกจากพื้นที่ไปพร้อมเฮลิคอปเตอร์ เขากลับอาสาอยู่ในพื้นที่พร้อมกับทหารบาดเจ็บที่ยังเหลืออยู่ เขาทำการปฐมพยาบาลทหารบาดเจ็บ คอยเก็บอาวุธจากผู้เสียชีวิตมาให้ทหารที่ยังต่อสู้ต่อได้ เมื่อทำทุกอย่างที่ทำได้แล้วเขาก็จับอาวุธขึ้นสู้กับเวียดกงเช่นเดียวกัน ก่อนจะถูกยิงเสียชีวิตในคืนนั้น ร่างของเขาถูกพบในเวลาต่อมา มีแผลถูกยิงถึง 5 จุด ผู้บังคับบัญชาของเขาเสนอให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญ Medal of Honor แต่ถูกปฏิเสธ อ้างว่าขณะนั้นมีข้อมูลเกี่ยวกับวีรกรรมของเขาไม่เพียงพอ เขาจึงได้รับเพียงเหรียญกล้าหาญ Air Force Cross เท่านั้น

พิตเซนบาร์เกอร์พึ่งจะได้รับเหรียญกล้าหาญ Medal of Honor ในวันที่ 12 สิงหาคม ปี 2000 หลังเวลาผ่านไปนานกว่า 34 ปี เรื่องราวของเขาได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ The Last Full Measure วีรบุรุษโลกไม่จำ

สวัสดี

30.09.2020

แสดงความคิดเห็น