วีรกรรมป้อมออสการ์บอร์ก จมเรือลาดตระเวณบลือเชอร์ของเยอรมัน เปิดทางวีไอพีนอร์เวย์หลบหนี

วันที่ 9 เมษายน ค.ศ.1940 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมนีบุกสแกนดิเนเวีย ยึดครองเดนมาร์กได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ขณะเดียวกันก็ยกพลขึ้นบกตามเมืองท่าสำคัญ 6 แห่งของนอร์เวย์ตั้งแต่เหนือจรดใต้ กองเรือเยอรมันประกอบด้วยเรือลาดตระเวณหนัก 2 ลำได้แก่บลือเชอร์ (Blücher) และลึทโซว์ (Lützow) เรือลาดตระเวณเบาเอมเดน (Emden) เรือตอร์ปิโด 1 ลำ และเรือกวาดทุ่นระเบิด 1 ลำ มุ่งตรงมายังกรุงออสโล มีทหารบกเยอรมันโดยสารมาด้วยกว่า 2,000 นาย (ในจำนวนนี้อยู่บนเรือบลือเชอร์ 800 นาย ลึกโซว์ 400 นาย เอมเดน 600 นาย) เตรียมบุกยึดเมืองหลวงของนอร์เวย์แบบสายฟ้าแลบ

เรือลาดตระเวณหนักบลือเชอร์ ตั้งชื่อตามนายพลบลือเชอร์แห่งปรัสเซีย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเอาชนะนโปเลียนในสมรภูมิวอเตอร์ลู มีระวางขับน้ำสูงสุด 18,500 ตัน เป็นเรือลำที่สองในชั้นอัดมิรัลฮิปเปอร์ (Admiral Hipper) เข้าประจำการเมื่อวันที่ 20 กันยายน ค.ศ.1939 เป็นหนึ่งในเรือรบลำใหม่ที่สุดของเยอรมันในขณะนั้น ติดอาวุธปืนเรือขนาด 203 มิลลิเมตร 8 กระบอกในป้อมปืน 4 ป้อม ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 105 และ 37 มิลลิเมตรอย่างละ 12 กระบอก และท่อยิงตอร์ปิโดขนาด 533 มิลลิเมตร 6 ท่อ ความเร็วสูงสุด 32 นอต

ภาพเรือลาดตระเวณหนักบลือเชอร์ขณะแล่นทดสอบ ในปี ค.ศ.1939
(Bundesarchiv, DVM 10 Bild-23-63-09 / CC-BY-SA 3.0)

เรือลาดตระเวณหนักลึทโซว์ เดิมชื่อด๊อยช์ลันด์ (Deutschland) เป็นเรือลำแรกของเรือลาดตระเวณหนักชั้นด๊อยช์ลันด์ มีระวางขับน้ำสูงสุด 14,290 ตัน แม้จะเป็นเพียงเรือลาดตระเวณหนัก แต่ติดอาวุธปืนเรือขนาด 280 มิลลิเมตร ในป้อมปืน 2 ป้อมๆละ 3 กระบอก มีอำนาจการยิงในระดับเดียวกับเรือประจัญบาน จึงได้ฉายาว่าเรือประจัญบานขนาดกระเป๋า (Pocket Battleship) นอกจากนี้ยังติดอาวุธปืนใหญ่ขนาด 150 มิลลิเมตร 8 กระบอกและท่อยิงตอร์ปิโดขนาด 533 มิลลิเมตรจำนวน 8 ท่อ มีเรือพี่น้องคืออัดมิรัลเชียร์ (Admiral Scheer) และอัดมิรัล กราฟ ชปี (Admiral Graf Spee) หลังจากเรือกราฟ ชปีจม เยอรมันกังวลว่าถ้าเรือด๊อยช์ลันด์ซึ่งชื่อหมายถึงประเทศเยอรมนีเกิดจมลงเช่นกัน ก็จะส่งผลต่อขวัญกำลังใจของคนในประเทศ จึงเปลี่ยนชื่อเรือเป็นลึทโซว์

ภาพเรือลาดตระเวณหนักด๊อยช์ลันด์ หรือลึทโซว์ในปี ค.ศ.1938 (Bundesarchiv, Bild 146-1973-077-63 / CC-BY-SA 3.0)

ก่อนที่กองเรือเยอรมันจะเข้าถึงกรุงออสโลได้ จะต้องผ่านอ่าวออสโลฟยอร์ด ซึ่งพื้นที่แบ่งเป็น 2 ส่วน มีป้อมปราการออสการ์บอร์ก (Oscarborg) ตั้งคุมปากอ่าวด้านในอยู่ ตัวป้อมสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1855 และในปี ค.ศ.1890 ก็มีการอัพเกรดติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 280 มิลลิเมตรผลิตโดยบริษัท Krupp ของเยอรมนีจำนวน 3 กระบอก และปืนใหญ่ขนาด 150 มิลลิเมตรอีกจำนวนหนึ่ง ต่อมาในปี ค.ศ.1901 ก็มีการติดตั้งท่อปล่อยตอริปิโดผลิตในจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี (ล่มสลายไปหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง) เพิ่มเติม

ตอนที่เยอรมันบุกนอร์เวย์ในเดือนเมษายน ค.ศ.1940 ป้อมออสการ์บอร์กอยู่ใต้บังคับบัญชาของพันเอกบีร์เจอร์ อีริคเซ่น (Birger Eriksen) ซึ่งมีอายุ 64 ปี กำลังจะเกษียณอายุในอีก 6 เดือนข้างหน้า หน่วยตอร์ปิโดอยู่ใต้บังคับบัญชาของอันเดรียส แอนเดอร์เซ่น (Andreas Anderssen) อดีตนายทหารซึ่งเกษียณอายุไป 13 ปีแล้ว แต่ถูกเรียกตัวกลับมาเนื่องจากนายทหารคนปัจจุบันล้มป่วย ในส่วนของกำลังพลในป้อมออสการ์บอร์กมีอยู่ไม่กี่ร้อยนายเท่านั้น และเกือบทั้งหมดเป็นทหารใหม่ อีริคเซ่นมีกำลังพลที่ได้รับการฝึกพอสำหรับใช้งานปืนใหญ่ขนาด 280 มิลลิเมตรเพียง 2 กระบอกเท่านั้น

ช่วงกลางคืนระหว่างวันที่ 8 และ 9 เมษายน อีริคเซ่นได้รับรายงานว่ามีกองเรือไม่ทราบสัญชาติ แล่นฝ่าเข้ามาในอ่าวออสโลฟยอร์ด เขาออกคำสั่งให้เตรียมพร้อมทันที สภาพอากาศขณะนั้นมีหมอกหนาแทบมองไม่เห็นอะไรเลย จนกระทั่งเวลา 4 นาฟิกา 20 นาที ไฟฉายค้นหาของนอร์เวย์ก็ส่องเห็นเงาทะมึนของเรือรบแล่นตรงเข้ามาห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร เนื่องจากขณะนั้นนอร์เวย์พยายามรักษาความเป็นกลาง แม้จะถูกกดดันจากทั้งอังกฤษและเยอรมัน นโยบายต่างประเทศจึงยุ่งเหยิงไปหมด ส่งผลให้ทหารในแนวหน้าไม่ได้รับคำสั่งหรือแนวทางปฏิบัติแน่นอนไปด้วย อีริคเซ่นจำเป็นต้องตัดสินใจด้วยตัวเองภายในช่วงเวลาไม่กี่นาทีว่าจะปล่อยให้เรือรบไม่ทราบสัญชาติแล่นผ่านไปหรือจะยิงสกัด แม้เขาจะไม่ได้รับคำสั่งแน่ชัด แต่เขามองว่าในกรณีที่เกิดสงครามขึ้น รัฐบาลนอร์เวย์มีแนวโน้มจะเข้าข้างฝ่ายอังกฤษมากกว่า ปัญหาคือเขาไม่ทราบว่าเรือรบไม่ทราบสัญชาติที่กำลังแล่นตรงเข้ามานั้นเป็นเรือรบอังกฤษหรือเยอรมัน สุดท้ายเมื่อเรือรบไม่ทราบสัญชาติแล่นเข้ามาถึงระยะห่าง 2 กิโลเมตร อีริคเซ่นก็ตัดสินใจออกคำสั่ง …

“คราวนี้ถ้าผมไม่ได้เหรียญกล้าหาญ ก็ต้องขึ้นศาลทหารแล้วล่ะ, ยิงได้!”

ภาพปืนใหญ่ขนาด 280 มิลลิเมตรที่ป้อมออสการ์บอร์ก
(KEBman/ Wikimedia Commons/ Public Domain)

ปืนใหญ่ 280 มิลลิเมตรกระบอกแรกแผดเสียงออกไป กระสุนพุ่งไปถูกเรือไม่ทราบสัญชาติลำหน้าสุด ซึ่งก็คือเรือลาดตระเวณหนักบลือเชอร์ ส่งผลให้เกิดไฟไหม้บริเวณกลางลำเรือ จากนั้นปืนกระบอกที่สองก็ยิงออกไปโดนบริเวณรางปล่อยเครื่องบินทะเล Arado AR 196 ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้อีกจุดหนึ่ง ฝ่ายเยอรมันหาที่ตั้งปืนของนอร์เวย์ไม่พบ ปืนเรือขนาด 203 มิลลิเมตรของเรือบลือเชอร์ได้รับความเสียหาย จึงใช้ได้เพียงปืนรองยิงออกไปแบบสุ่มๆเท่านั้น กระสุนข้ามหัวทหารนอร์เวย์ไป กัปตันเรือบลือเชอร์ออกคำสั่งเร่งความเร็วเป็น 32 นอต พยายามผ่านแนวยิงปืนใหญ่นอร์เวย์ออกไปให้เร็วที่สุด ปืนใหญ่ขนาด 150 มิลลิเมตรของนอร์เวย์ร่วมผสมโรงยิงถูกเรือบลือเชอร์หลายนัดได้รับความเสียหายอย่างหนักแต่ยังไม่จม ตอนที่เรือบลือเชอร์แล่นผ่านไปนี้เองที่ทหารนอร์เวย์ได้ยินเสียงของลูกเรือ มีลูกเรือบางส่วนร้องเพลงชาติเยอรมัน “Deutschland, Deutschland über alles” เป็นการยืนยันสัญชาติกองเรือ ต่อมาเวลา 4 นาฬิกา 35 นาที อีริคเซ่นก็ได้รับข้อความยืนยันว่าเรือรบไม่ทราบสัญชาติเป็นเรือรบเยอรมันจริง ความจริงข้อความนี้ถูกส่งมาตั้งแต่เวลา 4 นาฬิกา 10 นาที แต่การสื่อสารมีปัญหา ส่งผลให้ข้อความไปไม่ถึงทหารที่ป้อมออสการ์บอร์ก ถ้าอีริคเซ่นไม่ตัดสินใจออกคำสั่งให้ยิงปืนใหญ่ก่อนหน้านี้ กองเรือเยอรมันอาจแล่นผ่านไปอย่างสะดวกแล้วก็ได้

เมื่อเรือบลือเชอร์แล่นผ่านแนวยิงไปแล้ว ปืนใหญ่ 150 มิลลิเมตรของนอร์เวย์ก็หันไปยิงเรือที่แล่นตามมาคือลึทโซว์ได้รับความเสียหายเช่นกัน ถึงตอนนี้เรือลึทโซว์และเรือรบเยอรมันลำอื่นๆตัดสินใจหันกลับ แต่เรือบลือเชอร์ยังคงแล่นตรงต่อไป เข้าไปอยู่ในแนวยิงตอร์ปิโดของนอร์เวย์ เรือบลือเชอร์โดนตอร์ปิโด 2 ลูก ส่งผลให้เครื่องยนต์ใช้งานไม่ได้ กัปตันเรือบลือเชอร์สั่งให้หยุดทอดสมอเพื่อทำการดับไฟ แต่ไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ ไฟลามไปถึงคลังกระสุนปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 105 มิลลิเมตรเกิดการระเบิดขึ้น เรือบลือเชอร์ค่อยๆจมลงในที่สุด มีลูกเรือและทหารเสียชีวิตประมาณ 600 – 1,000 นาย ส่วนผู้รอดชีวิตประมาณ 1,000 นาย ถูกทหารรักษาพระองค์ของนอร์เวย์ควบคุมตัวไว้ที่ฟาร์มแห่งหนึ่ง ก่อนที่ทหารนอร์เวย์จะถอนตัวไปในเวลา 18 นาฬิกา 30 นาที ทิ้งเชลยศึกเอาไว้ ทหารเยอรมันกลุ่มนี้เคลื่อนพลเข้ากรุงออสโลได้แบบงงๆในเวลา 22 นาฬิกา ทางด้านกองเรือเยอรมันที่วกกลับไปก่อนหน้านี้ก็ส่งทหารยกพลขึ้นบกจากทางใต้ มุ่งหน้าเข้ากรุงออสโลทางบกแทน นอกจากนี้ยังมีทหารพลร่มเยอรมันมาสมทบเพิ่มเติม สามารถยึดกรุงออสโลได้ในที่สุด

หลังจากจมเรือบลือเชอร์และขับไล่กองเรือเยอรมันให้ถอยออกไปได้ ป้อมออสการ์บอร์กก็ถูกกองทัพอากาศเยอรมันทิ้งระเบิดอย่างหนักหลายระลอกติดต่อกันถึง 9 ชั่วโมง ด้วยระเบิดขนาด 50 -200 กิโลกรัม รวมกันมากกว่า 500 ลูก แต่กลับไม่มีทหารนอร์เวย์เสียชีวิตเลย ทหารนอร์เวย์พยายามตอบโต้ด้วยปืนต่อสู้อากาศยาน Bofors ขนาด 40 มิลลิเมตรจำนวน 2 กระบอกและปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 7.92 มิลลิเมตรจำนวน 7 กระบอก แต่ไม่เป็นผล อีริคเซ่นมองว่าการสู้ต่อไปโดยไม่มีการสนับสนุนเพียงพอนั้นไม่เกิดประโยชน์จึงยอมจำนนในช่วงเช้าวันที่ 10 เมษายน

ภาพพันเอกบีร์เจอร์ อีริคเซ่น ผู้บัญชาการป้อมออสการ์บอร์ก (Wikimedia Commons/ Public Domain)

การที่ทหารในป้อมออสการ์บอร์กยิงสกัดกองเรือรบเยอรมัน จนสามารถจมเรือบลือเชอร์ สร้างความเสียหายให้เรือลึทโซว์ บีบให้กองเรือเยอรมันต้องหันกลับ แม้ในท้ายที่สุดจะไม่สามารถป้องกันกรุงออสโลไว้ได้ แต่ก็สามารถถ่วงเวลา ให้ทหารเยอรมันเกิดความล่าช้า เปิดทางให้กษัตริย์ฮาคอนที่ 7 (Haakon VII) และพระราชวงศ์ รวมถึงนายกฯ และคณะรัฐบาลของนอร์เวย์หลบหนีออกจากกรุงออสโลได้ ไม่ตกเป็นเชลยของทหารเยอรมัน นอร์เวย์จะยังคงตั้งรับการบุกของกองทัพเยอรมันไปอีก 2 เดือน โดยได้รับการสนับสนุนจากอังกฤษและฝรั่งเศส ก่อนที่กองทัพบกนอร์เวย์จะยอมจำนนในวันที่ 10 มิถุนายน แต่เหล่าทัพอื่นๆ รวมถึงรัฐบาลพลัดถิ่นจะยังคงต่อสู้ร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรต่อไป จนสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงในปี ค.ศ.1945 พันเอกอีริคเซ่นได้รับเหรียญกล้าหาญ War Cross with sword ชั้นสูงสุดของนอร์เวย์ในวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ.1945 และภายหลังก็ได้รับเหรียญกล้าหาญของฝรั่งเศสในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1946

สวัสดี

11.10.2020

แสดงความคิดเห็น