รถถังหนักอิโอซิฟ (โจเซฟ) สตาลิน

ในช่วงกลางสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างปี ค.ศ.1941 – 1943 กองทัพแดง (Red Army) ของสหภาพโซเวียตมีรถถังที่เป็นกำลังรบหลักอยู่ 2 รุ่นคือรถถังกลาง (Medium Tank) รุ่น T-34/76 และรถถังหนัก (Heavy Tank) รุ่น KV-1 ทั้งสองรุ่นติดอาวุธปืนใหญ่ขนาด 76 มิลลิเมตร มีขีดความสามารถพอรับมือรถถังกลาง Panzer III และ Panzer IV ของเยอรมันได้ แต่ทว่าเมื่อเยอรมันเริ่มนำรถถังหนัก Tiger I และรถถังกลาง Panther เข้าประจำการช่วงปลายปี 1942 ถึงกลางปี 1943 ขีดความสามารถของรถถัง T-34/76 และ KV-1 ก็ไม่เพียงพอรับมือรถถังรุ่นใหม่ของเยอรมันได้อีก ประกอบโซเวียตสังเกตเห็นว่ารถถังของตนทั้งรถถังกลางและรถถังหนักต่างก็ใช้ปืนใหญ่ 76 มิลลิเมตรขนาดเดียวกัน อำนาจการยิงไม่แตกต่างกัน แล้วจะลงทุนผลิต KV-1 ที่มีความซับซ้อนและราคาแพงกว่า T-34/76 ไปทำไม จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนารถถังหนักรุ่นใหม่ซึ่งติดปืนขนาดใหญ่ขึ้นออกมา

โซเวียตพัฒนารถถังหนัก KV-85 ติดอาวธปืนใหญ่ขนาด 85 มิลลิเมตร ซึ่งสามารถเจาะเกราะด้านหน้าของรถถัง Tiger I ได้ที่ระยะ 500 – 1,000 เมตร เข้าสู่สายการผลิตในเดือนกันยายน ค.ศ.1943 อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นโซเวียตได้ตัดสินใจปิดสายการผลิตรถถังตระกูล KV หันไปพัฒนารถถังหนักตระกูลอิโอซิฟ (ภาษาอังกฤษคือโจเซฟ) สตาลิน Iosif Stalin หรือ IS ตั้งตามชื่อผู้นำโซเวียตแทน รถถังรุ่นแรกชื่อ IS-85 หรือ IS-1 ติดอาวุธปืนใหญ่ขนาด 85 มิลลิเมตร เข้าสู่สายการผลิตในเดือนตุลาคม ค.ศ.1943 แต่ผ่านไปไม่นานโซเวียตก็เจอปัญหาเดิมอีกครั้ง เมื่อรถถัง T-34/85 ติดอาวุธปืนใหญ่ขนาด 85 มิลลิเมตรเข้าประจำการ มีอำนาจการยิงเท่ากับ IS-1 ส่งผลให้สายการผลิต IS-1 ถูกปิดไปในเดือนมกราคม ค.ศ.1944 สุดท้ายโซเวียตจึงตัดสินใจติดปืนใหญ่ขนาด 122 มิลลิเมตรให้รถถังรุ่นนี้กลายเป็น IS-122 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น IS-2 เข้าสู่สายการผลิตในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1944

ภาพรถถังหนัก IS-2 ของสหภาพโซเวียต
(Mike1979 Russia/ Wikimedia Commons)

รถถัง IS-2 เป็นรถถังหนักที่มีประสิทธิภาพสูง มีเกราะหนาลาดเอียง สามารถป้องกันกระสุนปืนใหญ่ขนาด 88 มิลลิเมตรจากระยะไกลได้ ปืนใหญ่ขนาด 122 มิลลิเมตรสามารถเจาะเกราะรถถังเยอรมันทุกรุ่น ระหว่างการปลดปล่อยยูเครนจากการยึดครองของเยอรมันช่วงต้นปี ค.ศ.1944 โซเวียตอ้างว่ารถถัง IS-2 สามารถทำลายรถถัง Tiger I, Panther และยานเกราะล่ารถถัง Ferdinand รวมกันมากกว่า 40 คัน โดยที่โซเวียตสูญเสีย IS-2 ไปเพียง 8 คันเท่านั้น ต่อมาในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1944 รถถัง IS-2 ก็สามารถซุ่มโจมตีทำลายรถถัง King Tiger ได้หลายคัน อย่างไรก็ตาม IS-2 มีจุดอ่อนคือกระสุนแบ่งเป็น 2 ส่วนคือส่วนหัวรบและดินปืน ส่งผลให้บรรทุกกระสุนได้เพียง 28 นัด กระสุนมีขนาดใหญ่ เวลาบรรจุต้องกดปืนลงแล้วถึงเล็งเป้าใหม่ จึงมีอัตราการยิงต่ำเพียง 2 – 4 นัดต่อนาที ในขณะที่ปืนใหญ่ 88 มิลลิเมตรของรถถัง Tiger I มีอัตราการยิงถึง 5 – 8 นัดต่อนาที ส่งผลให้บางครั้งพลประจำรถถังเยอรมันสามารถอาศัยฝีมือและประสบการณ์เอาชนะรถถังรุ่นใหม่ของโซเวียตได้ เช่นในวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ.1944 รถถัง Tiger I สองคัน หนึ่งในนั้นเป็นรถถังของเสือรถถังออตโต คาริอุส (Otto Carius) ผู้เขียนหนังสือ Tigers in the Mud อ้างว่าสามารถทำลายรถถัง IS-2 และ T-34/85 รวมกันถึง 18 คัน อย่างไรก็ตามเอกสารของโซเวียตระบุว่ารถถังทั้ง 18 คันถูกทำลายโดยปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศ ไม่ได้กล่าวถึงรถถัง Tiger I แต่อย่างใด โซเวียตกล่าวหาคาริอุสว่าแค่ผ่านมาพบซากรถถังทั้ง 18 คันแล้วเคลมเป็นผลงานของหน่วยตัวเอง รถถัง IS-2 เป็นหนึ่งในกำลังรบหลักของโซเวียตบุกยึดกรุงเบอร์ลินในเดือนเมษายน ค.ศ.1945

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง โซเวียตได้พัฒนารถถังหนักตระกูล IS ออกมาอีกหลายรุ่น ตั้งแต่ IS-3 ซึ่งเข้าประจำการทันสวนสนามฉลองชัยชนะในกรุงเบอร์ลินพอดี ส่งผลให้ตะวันตกตื่นตะลึงในความก้าวหน้าของรถถังโซเวียตมาก ไปจนถึงรุ่น IS-10 ซึ่งเข้าประจำการในปี ค.ศ.1952 อย่างไรก็ตามหลังสตาลินถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ.1953 ผู้นำคนใหม่คือนิกิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) มีนโยบายต่อต้านสตาลิน ส่งผลให้รถถัง IS-10 ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น T-10 ถึงตอนนี้รถถังหนักถือว่าล้าสมัยแล้ว เนื่องจากมีรถถังหลัก (Main Battle Tank – MBT) เข้ามาแทนที่ โซเวียตตัดสินใจเก็บรถถัง T-10 เข้าคลังในปี ค.ศ.1967 หลังรถถังหลัก T-64 เข้าประจำการ แต่ยังบำรุงรักษาให้พร้อมใช้งานได้เสมอ จนกระทั่งโซเวียตล่มสลาย รัสเซียพึ่งจะปลดประจำการ T-10 อย่างถาวรเมื่อปี ค.ศ.1996 โซเวียตไม่เคยส่ง T-10 ให้ต่างประเทศ แต่รถถังตระกูล IS รุ่นก่อนหน้าเช่น IS-2 และ IS-3 ได้ถูกส่งให้ประเทศพันธมิตรของโซเวียตในสงครามเย็นเช่นจีน เกาหลีเหนือ อียิปต์ คิวบา ฯลฯ ระหว่างการสู้รบในดอนบาส ทางภาคตะวันออกของยูเครนเมื่อปี ค.ศ.2014 กองกำลังโนโวรัสเซียสามารถซ่อมบำรุงรถถัง IS-3 ซึ่งตั้งแสดงอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งให้กลับมาใช้งานได้ แต่ภายหลังก็ถูกกองทัพยูเครนยึดกลับคืนไป

สวัสดี

18.10.2020

ภาพรถถังหนัก IS-3 ของสหภาพโซเวียต
(George Chernilevsky/ Wikimedia Commons)

แสดงความคิดเห็น