มาตรการคว่ำบาตรด้านอาวุธต่ออิหร่านหมดอายุแล้ว

ภาพการสวนสนามของทหารอิหร่านเมื่อวันที่ 17 เมษายน ค.ศ.2016 (Tasnim News Agency)

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มาตรการคว่ำบาตรด้านอาวุธต่ออิหร่านของสหประชาชาติได้หมดอายุลงแล้วครับ เท่ากับว่าหลังจากนี้ในทางทฤษฎีอิหร่านสามารถจัดหาอาวุธจากต่างประเทศได้โดยอิสระ หรือจะขายอาวุธผลิตในอิหร่านให้ลูกค้าต่างประเทศก็ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามแม้มาตรการคว่ำบาตรของ UN จะหมดอายุแล้ว แต่ชาติตะวันตกก็จะยังคงมาตรการคว่ำบาตรของตัวเองต่อไป โดยมาตรการคว่ำบาตรด้านอาวุธต่ออิหร่านของสหภาพยุโรปหรือ EU ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ทางด้านสหรัฐฯโดยนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ออกมาขู่คว่ำบาตรประเทศที่จะขายอาวุธให้อิหร่านด้วย สำหรับประเทศที่สนใจจะซื้ออาวุธจากอิหร่านก็มีความเสี่ยงจะถูกสหรัฐฯคว่ำบาตรตามกฎหมาย Countering America’s Adversaries Through Sanctions Act หรือ CAATSA อยู่แล้ว

การที่ตะวันตกยังคงมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านต่อไป ส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตอาวุธที่อิหร่านน่าจะสามารถจัดหาอาวุธได้มีเพียงรัสเซียและจีน ซึ่งทั้งสองประเทศก็มีการเสนอขายอาวุธให้อิหร่านล่วงหน้ามานานแล้ว โดยก่อนหน้านี้มีข่าวว่ารัสเซียเคยเสนอขายรถถัง T-90, เครื่องบินฝึก Yak-130, เครื่องบินขับไล่ Su-30, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 ฯลฯ ให้อิหร่าน ขณะที่จีนก็มีข่าวว่าเคยเสนอขายเครื่องบินขับไล่ J-10 ให้อิหร่าน

อย่างไรก็ตามแม้อิหร่านจะมีความจำเป็นต้องจัดหายุทโธปกรณ์รุ่นใหม่มาทดแทนของเก่า ซึ่งส่วนใหญ่จัดหาไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนการปฏิวัติอิหร่านเมื่อปี ค.ศ.1979 ส่วนตัวผมคิดว่าน่าจะยังไม่มีการจัดหาอาวุธล็อตใหญ่เร็วๆนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจของอิหร่านตกต่ำมาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 จะระบาดแล้ว ขาดแคลนงบประมาณ ประกอบกับรัสเซียและจีนก็มีความสัมพันธ์กับประเทศกลุ่มเศรษฐีน้ำมันเช่นซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือ UAE ฯลฯ ซึ่งเป็นคู่อริกับอิหร่าน ถ้าอยู่ๆรัสเซียและจีนขายอาวุธทันสมัยล็อตใหญ่ให้อิหร่าน ก็จะกระทบความสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้ซึ่งเป็นว่าที่ลูกค้าที่มีกำลังซื้อมากกว่าอิหร่านมาก ต้องคำนึงถึงประเด็นนี้ด้วย ผมคิดว่ารัสเซียและจีนน่าจะอยากแย่งส่วนแบ่งลูกค้าอาวุธสหรัฐฯ ด้วยการนำประเด็นอิหร่านมาเป็นอำนาจต่อรองกึ่งๆแบล็คเมล์ให้ประเทศเศรษฐีน้ำมันซื้ออาวุธจากตนมากกว่า พูดง่ายๆคือถ้าเศรษฐีอาหรับไม่ซื้ออาวุธจากรัสเซียและจีน ๆ ก็จะนำไปขายให้อิหร่านแทน ในกรณีนี้แม้จะดูเหมือนว่ากลุ่มเศรษฐีน้ำมันจะถูกมัดมือชกให้ซื้ออาวุธจากรัสเซียและจีน แต่การที่รัสเซียและจีนเสนอขายอาวุธให้ ก็เป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศเหล่านี้กับสหรัฐฯเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาเวลาสหรัฐฯขายอาวุธให้ตะวันออกกลาง จะต้องคำนึงถึงอิสราเอลตลอด ห้ามไม่ให้ประเทศอื่นๆในภูมิภาคมีอาวุธดีกว่าอิสราเอล ยกตัวอย่างเช่นก่อนหน้านี้สหรัฐฯไม่ยอมขายเครื่องบินขับไล่ F-15 ให้อียิปต์ ส่งผลให้อียิปต์ต้องจัดหาเครื่องบินขับไล่ Su-35 จากรัสเซียแทน ล่าสุดที่มีข่าวว่าอิสราเอลออกมาโวยวายไม่ให้สหรัฐฯขายเครื่องบินขับไล่ F-35 ให้ UAE และกาตาร์ ก็น่าจะเกิดจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แอบไปตกลงกับประเทศเหล่านี้ว่าจะขาย F-35 ให้แลกกับการเชื่อมสัมพันธ์กับอิสราเอล เพื่อที่ทรัมป์จะได้นำประเด็นนี้มาหาเสียงได้ โดยไม่ได้หารือกับอิสราเอลเรื่องดุลอำนาจทางทหารในภูมิภาคก่อน ถ้าสุดท้ายตกลงกับอิสราเอลไม่ได้ แล้วอิสราเอลล็อบบี้จนดีล F-35 ตกไป กลุ่มเศรษฐีน้ำมันก็สามารถใช้ข้อเสนอขายอาวุธของรัสเซียและจีนมาต่อรองกับสหรัฐฯได้ เป็นต้น

สวัสดี

19.10.2020

แสดงความคิดเห็น