ราชสีห์แห่งบาบิโลน ความอัปยศของรถถังตระกูลที-72

ภาพรถถัง Asad Babil ซึ่งทหารอิรักทิ้งเอาไว้ใกล้กรุงแบกแดด ระหว่างสงครามอิรัก วันที่ 27 พฤษภาคม ปี 2003
(unknown US Army serviceman/ Public Domain)

เมื่อรถถัง T-64 เข้าประจำการในกองทัพสหภาพโซเวียตช่วงกลางยุค 60 รถถังรุ่นนี้ถือเป็นรถถังที่ทันสมัยที่สุดรุ่นหนึ่งในขณะนั้น เป็นรถถังรุ่นแรกที่ใช้ปืนใหญ่ขนาด 125 มิลลิเมตร มีระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติ (autoloader) ลดพลประจำรถเหลือเพียง 3 นาย อย่างไรก็ตามรถถัง T-64 มีความซับซ้อนและราคาแพงมาก ส่งผลให้โซเวียตจำเป็นต้องพัฒนารถถัง T-72 ซึ่งมีราคาถูกและมีความซับซ้อนน้อยกว่าออกมาในปี 1972 เพื่อให้สามารถจัดหาเข้าประจำการจำนวนมาก รวมถึงส่งออกให้ประเทศพันธมิตรได้ แม้รถถัง T-72 รุ่นแรกๆจะถูกดาวน์เกรดมาจาก T-64 อีกที แต่ T-72 รุ่นที่โซเวียตใช้เองก็ถือเป็นรถถังที่ขีดความสามารถสูงที่สุดรุ่นหนึ่งในยุค 70 หุ้มเกราะหนา สามารถป้องกันกระสุนปืนใหญ่ขนาด 105 มิลลิเมตรซึ่งรถถังส่วนใหญ่ของ NATO และจีนใช้อยู่ในขณะนั้นทางด้านหน้าได้ อย่างไรก็ตามรถถัง T-72 รุ่นส่งออกคือ T-72M และ T-72M1 ได้ถูกดาวน์เกรดลงมา เนื่องจากโซเวียตกลัวว่าเทคโนโลยีทางทหารล่าสุดของตัวเองจะตกไปอยู่ในมือสหรัฐฯ รถถัง T-72 รุ่นส่งออกมีเกราะบางกว่ารุ่นที่โซเวียตใช้เอง ระบบควบคุมการยิงและเซนเซอร์ต่างๆก็เป็นรุ่นเก่าหรือบางครั้งก็ไม่มีเลย ขึ้นกับว่าประเทศที่โซเวียตส่งรถถังรุ่นนี้ให้มีความสำคัญมากขนาดไหน รวมถึงกำลังทรัพย์ของผู้ซื้อ

แม้รถถัง T-72 รุ่นส่งออกจะถูกดาวน์เกรดลงมาจากรุ่นที่โซเวียตใช้เองมาก แต่สำหรับลูกค้าในตะวันออกกลางรวมถึงอิรักก็ถือว่าขีดความสามารถของรถถังรุ่นนี้เพียงพอรับมือรถถังส่วนใหญ่ในภูมิภาคเช่นรถถัง M48 และรถถัง Centurion โดยอิรักได้จัดหารถถัง T-72M1 ชุดแรกจำนวน 100 คันในช่วงต้นสงครามอิรัก-อิหร่านช่วงยุค 80 แม้อิรักจะสูญเสีย T-72M1 ไปถึง 60 คัน แต่ T-72M1 ก็ได้แสดงขีดความสามารถเหนือกว่ารถถัง Chieftain และ M60A1 ของอิหร่าน อิรักจึงจัดหารถถังรุ่นนี้เพิ่มอีกจำนวนมาก แต่ทว่าในปี ค.ศ.1989 สหประชาชาติมีมาตรการคว่ำบาตรด้านอาวุธต่ออิรัก ส่งผลให้อิรักไม่สามารถจัดหา T-72M1 จากโซเวียตโดยตรงได้อีก ต้องหันไปลักลอบจัดหาชิ้นส่วนจากประเทศในยุโรปตะวันออกเช่นเชโกสโลวาเกีย โปแลนด์ ฯลฯ ผ่านตลาดมืดนำมาประกอบภายในประเทศแทน เรียกว่ารถถังซัดดัม (Saddam) ตามชื่อซัดดัม ฮุสเซน แม้อิรักจะมีประสบการณ์ในการซ่อมบำรุงรถถัง T-54/55, T-62 และ T-72 มาก่อน แต่การผลิตรถถังเองนั้นเป็นคนละเรื่องกัน อิรักมีขีดความสามารถด้านโลหะด้อยกว่าโซเวียตและยุโรปตะวันออก เกราะของรถถังซัดดัมจึงบางกว่า T-72M1 รุ่นปกติ ไฟค้นหาอินฟราเรดก็เป็นรุ่นเก่า เป็นรถถังรุ่นดาวน์เกรดของดาวน์เกรดอีกที ต่อมาสหประชาชาติมีมาตรการคว่ำบาตรอิรักเพิ่มเติมในปี ค.ศ.1990 หลังอิรักบุกคูเวต ส่งผลให้การลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนรถถังเป็นไปอย่างยากลำบาก ชิ้นส่วนหลายชิ้นขาดหายไป สต็อกไฟค้นหาอินฟราเรดก็หมด แต่อิรักก็ยังดันทุรังประกอบรถถัง T-72M1 ออกมาอีกประมาณ 100 – 250 คัน เรียกว่ารถถังราชสีห์แห่งบาบิโลน (Asad Babil หรือ Lion of Babylon) โดยใช้เกราะทำจากเหล็กธรรมดา และติดตั้งไฟค้นหาธรรมดาแทนที่ไฟค้นหาอินฟราเรด ใช้กระสุนเจาะเกราะรุ่นเก่า ไม่มีระบบป้องกันนิวเคลียร์ ชีวะ เคมี (นชค.) เป็นรถถังรุ่นดาวน์เกรดของดาวน์เกรดของดาวน์เกรด เทียบกับรถถังรุ่นอื่นๆที่ผลิตออกมาช่วงยุค 80 ถือว่าล้าสมัยมาก

แม้อิรักจะมีรถถัง T-72 ทั้งรุ่น T-72M1, ซัดดัม และราชสีห์แห่งบาบิโลนรวมกันมากกว่า 1,000 คันในสงครามอ่าวเปอร์เซีย แต่ขีดความสามารถของรถถังเหล่านี้เทียบไม่ได้เลยกับรถถัง M1 Abrams และ M60A3 ของสหรัฐฯ รถถังอิรักขาดขีดความสามารถในการรบเวลากลางคืน ปืนใหญ่รถถังมีระยะยิงหวังผลเพียง 1.8 กิโลเมตร (รถถัง T-72 ของอิรักไม่สามารถยิงจรวดต่อสู้รถถังระยะยิง 5 กิโลเมตรจากในลำกล้องได้เหมือนรถถังที่โซเวียตใช้เอง) ในขณะที่รถถัง M1 มีระยะยิงหวังผล 3 กิโลเมตร สหรัฐฯสามารถทำลายรถถังอิรักได้จำนวนมาก ในขณะที่ฝั่งสหรัฐฯมีรถถัง M1 คันหนึ่งที่ถูกยิงได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องใช้รถลากเข้าอู่ นอกจากนี้ก็มี M1 อีก 6 คันที่ถูกยิงได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย รถถัง M1 ที่สหรัฐฯสูญเสียไปในสงครามอ่าวเปอร์เซียเกือบทั้งหมดเกิดจากอุบัติเหตุยิงโดนพวกเดียวกันเอง รถถังอิรักแทบจะทำอะไรยานเกราะสหรัฐฯไม่ได้เลย มีข้อยกเว้นเพียงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1991 ซึ่งรถถังราชสีห์แห่งบาบิโลนของอิรักสามารถทำลายรถรบทหารราบ M2 Bradley ได้ 2 คันและสร้างความเสียหายให้ M2 อีกจำนวนหนึ่ง

ต่อมาในสงครามอิรักปี 2003 ความด้อยประสิทธิภาพของรถถัง T-72 ของอิรักก็ถูกแสดงออกมาให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง โดยอิรักได้นำรถถัง T-72 ที่เหลืออยู่มาวางกำลังป้องกันกรุงแบกแดด รถถังสหรัฐฯเข้าปะทะกับรถถังอิรักในระยะประชิดห่างกันประมาณ 50 เมตรเท่านั้น รถถังอิรักถูกทำลายไป 7 คัน ในขณะที่สหรัฐฯสูญเสียรถรบทหารราบ M2 ไปหนึ่งคัน และมีรถถัง M1 อีกหนึ่งคันถูกยิงได้รับความเสียหายแต่สามารถซ่อมแซมกลับมาใช้งานได้

หลังสงครามอิรักสิ้นสุดลง อิรักเหลือรถถัง T-72 รวมถึงราชสีห์แห่งบาบิโลนจำนวน 375 คัน แต่ที่ยังมีสภาพพอใช้งานได้จริงๆมีเพียง 125 คันเท่านั้น ซึ่งภายหลังก็ค่อยๆถูกนำไปย่อยเป็นเศษเหล็กหรือใช้เป็นเป้าซ้อมยิง โดยอิรักได้จัดหารถถัง T-72M1 จากฮังการีมาทดแทน

ความหายนะของรถถังราชสีห์แห่งบาบิโลนในสงครามอ่าวเปอร์เซียและสงครามอิรัก ส่งผลให้คนจำนวนมากดูถูกรถถังตระกูล T-72 โดยรวมว่ามีประสิทธิภาพห่วยไปด้วย โดยไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงว่ารถถังรุ่นนี้และรถถัง T-72 ของอิรักเป็นรถถังที่ถูกดาวน์เกรดแบบสุดๆแล้ว เทียบไม่ได้กับรถถัง T-72 ที่โซเวียตส่งให้ยุโรปตะวันออก ไม่ต้องพูดถึงรถถังที่โซเวียตใช้เองเลย จึงอาจกล่าวได้ว่าราชสีห์แห่งบาบิโลนคือความอัปยศของรถถังตระกูล T-72

สวัสดี

24.10.2020

แสดงความคิดเห็น