จรวดหลายลำกล้อง บีเอ็ม-13 คาตูช่า ออร์แกนของสตาลิน

ภาพจรวดหลายลำกล้อง BM-13 Katyusha ของสหภาพโซเวียต (Nick Lobeck/ Wikimedia Commons)

วันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1941 ขณะที่หน่วยทหารเยอรมันกำลังรวมพลอยู่บริเวณเมือง Orsha ในแคว้น Vitebsk ทางตะวันออกของเบลารุส ก็ถูกโจมตีด้วยอาวุธชนิดใหม่ที่น่าสะพรึง เมื่อจรวดขนาด 132 มิลลิเมตรจำนวนมากตกลงมาเหมือนสายฝน พร้อมกับส่งเสียงโหยหวนเป็นจังหวะ ทหารเยอรมันได้รับความสูญเสียอย่างหนัก พากันเสียขวัญถอยร่นไปจากเมือง จรวดดังกล่าวถูกยิงมาจากจรวดหลายลำกล้อง BM-13 Katyusha จำนวน 7 ระบบของสหภาพโซเวียต ซึ่งถูกนำมาใช้งานเป็นครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่สอง

สหภาพโซเวียตเริ่มพัฒนาจรวดหลายลำกล้องอย่างลับๆในปี ค.ศ.1938 ตอนแรกออกแบบมาให้ยิงจากด้านข้างของรถบรรทุก ZiS-5 แต่พบว่าการทำการยิงจรวดในลักษณะดังกล่าวไม่เสถียรพอ ภายหลังจึงเปลี่ยนไปทำการยิงตามแนวยาวของรถแทน แล้ว BM-13 ก็ถือกำเนิดขึ้นมาในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1939 ช่วงแรกๆมี 24 ท่อยิง แม้ผลการทดสอบ BM-13 จะมีขีดความสามารถมากพอทำลายเป้าหมายที่ระยะ 5.5 กิโลเมตร แต่เหล่าทหารปืนใหญ่โซเวียตไม่ประทับใจ BM-13 มากนัก เนื่องจากการบรรจุจรวด 24 ลูกต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวปืนใหญ่กระบอกหนึ่งสามารถทำการยิงได้ถึง 150 นัด BM-13 จึงยังไม่มีโอกาสแจ้งเกิด และการทดสอบก็ดำเนินต่อไปตลอดปี ค.ศ.1940 ก่อนที่ BM-13 รุ่นที่มี 16 ท่อยิงจะได้รับเลือกเข้าสู่สายการผลิตในที่สุด ก่อนหน้าที่เยอรมนีจะบุกสหภาพโซเวียตมี BM-13 ถูกผลิตออกมาเพียง 40 ระบบเท่านั้น

ช่วงต้นเดือนมิถุนายน ค.ศ.1941 มีการสาธิต BM-13 ให้อิโอซิฟ (โจเซฟ) สตาลิน (Iosif Stalin) และคณะโปลิตบูโรชม แต่ปรากฏว่าไม่สามารถทำการยิงได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่สรรพาวุธจัดยุทโธปกรณ์มาผิด ส่งกระสุนปืนใหญ่ขนาด 130 มิลลิเมตรมาแทนที่จรวดขนาด 132 มิลลิเมตรของ BM-13 โชคดีที่ไม่มีใครถูกส่งไปกูลัก ภายหลังจึงมีการสาธิต BM-13 ให้สตาลินชมอีกครั้งในวันที่ 21 มิถุนายน การสาธิตครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และสตาลินก็อนุมัติให้มีการผลิต BM-13 จำนวนมาก วันรุ่งขึ้นเยอรมนีก็บุกสหภาพโซเวียตตามปฏิบัติการบาร์บารอสซ่า

ช่วงแรกๆของสงคราม โซเวียตต้องการเก็บ BM-13 ไว้เป็นอาวุธลับ แม้แต่ชื่อ BM-13 ก็ไม่เปิดเผยให้ทหารรู้ มีเพียงตัวอักษร K ย่อมาจากชื่อโรงงาน Komintern factory เท่านั้น ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเล่น Katyusha ตามชื่อเพลงพื้นบ้านยอดนิยมในขณะนั้น มีการจัดตั้งหน่วยพิเศษจากหน่วย NKVD มาใช้งาน BM-13 โดยเฉพาะ หน่วยแรกอยู่ใต้บังคับบัญชาของร้อยเอกอิวาน โฟลรอฟ (Ivan Flyorov) ประกอบด้วย BM-13 จำนวน 7 ระบบ ปฏิบัติภารกิจครั้งแรกในการโจมตีทหารเยอรมันที่เมือง Orsha หลังจากนั้นหน่วยนี้ก็ทำการรบอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถูกทหารเยอรมันล้อมในเดือนตุลาคม ค.ศ.1941 ร้อยเอกโฟลรอฟทำการยิง BM-13 จนจรวดหมด แล้วทำลายรถทิ้งเพื่อไม่ให้ถูกเยอรมันยึดไปได้ ก่อนจะใช้อาวุธประจำกายต่อสู้จนทหารคนสุดท้าย เขาได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษแห่งสหพันธรัฐรัสเซียในปี ค.ศ.1995 หน่วย NKVD ยังคงผูกขาดการใช้งาน BM-13 จนกระทั่งฝ่ายเยอรมันเริ่มนำจรวดหลายลำกล้อง Nebelwerfer มาใช้งานแพร่หลายมากขึ้น โซเวียตถึงเริ่มส่ง BM-13 ให้หน่วยทหารทั่วไปใช้งาน ทหารเยอรมันหวาดกลัว BM-13 มาก ตั้งฉายาให้ว่าออร์แกนของสตาลิน (Stalin’s organ) จุดเด่นของ BM-13 คือมีอำนาจการยิงและความคล่องตัวสูง สามารถทำการยิงจรวดจำนวนมากภายในเวลาไม่กี่วินาที แล้วย้ายที่ตั้งหนีอย่างรวดเร็วก่อนที่ฝ่ายเยอรมันจะทันตอบโต้ได้

แม้ฝ่ายเยอรมันจะมีจรวดหลายลำกล้อง Nebelwerfer เช่นเดียวกัน แต่จรวดหลายลำกล้องรุ่นนี้มีขีดความสามารถด้อยกว่า BM-13 เนื่องจากเป็นระบบลากจูง ความคล่องตัวน้อยกว่า BM-13 ซึ่งติดตั้งบนรถบรรทุก Nebelwerfer มี 6 ลำกล้อง จำนวนจรวดน้อยกว่า และเวลาทำการยิงแต่ละครั้งจะปล่อยควันออกมามาก เปิดเผยที่ตั้งให้ฝ่ายตรงข้ามตรวจพบได้ง่าย ฝ่ายเยอรมันจึงมีความพยายามจะยึด BM-13 ให้ได้เพื่อนำไปเป็นต้นแบบพัฒนาจรวดหลายลำกล้องรุ่นใหม่ของตัวเอง (พูดง่ายๆคือก็อป) ถึงกับมอบหมายภารกิจให้หน่วยรบพิเศษของออตโต สกอร์เซนี (Otto Skorzeny) เป็นผู้ดำเนินการ แต่สุดท้ายเมื่อฝ่ายเยอรมันยึด BM-13 มาได้ กลับไม่สามารถเลียนแบบสูตรดินปืนพิเศษของโซเวียตได้ ส่งผลให้โครงการดังกล่าวล้มเหลว

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง BM-13 ได้ถูกพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ เป็นต้นตระกูลของจรวดหลายลำกล้อง BM-21 Grad ซึ่งเข้าประจำการในปี ค.ศ.1963 และชื่อ Katyusha ก็ยังเป็นชื่อเล่นที่ถูกใช้เรียกจรวดหลายลำกล้องประเภทนี้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

สวัสดี

28.10.2020

คลิปจรวดหลายลำกล้อง BM-13 Katyusha ในสงครามโลกครั้งที่สอง

แสดงความคิดเห็น