จอมพลชูคอฟ กับการเมืองโซเวียตหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ภาพจอมพลเกออร์กี ชูคอฟ ระหว่างการสวนสนามฉลองชัยชนะที่เมืองสเวียร์ดลอฟสค์ ระหว่างปี ค.ศ.1948 – 1953 (Mil.ru)

จอมพลเกออร์กี ชูคอฟ (Georgy Zhukov) เป็นนายทหารที่มีชื่อเสียงที่สุดของสหภาพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่สอง มีฉายาว่าจอมพลไร้พ่าย สามารถนำกองทัพโซเวียตมีชัยชนะในสมรภูมิสำคัญๆตั้งแต่การปะทะบริเวณชายแดนกับญี่ปุ่นในสมรภูมิฮาลฮิน โกล ปี ค.ศ.1939 จนถึงมหาสงครามรักชาติ (The GReat Patriotic War) กับนาซีเยอรมนี ชูคอฟเป็นผู้วางแผนป้องกันเมืองเลนินกราด (เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) และกรุงมอสโกจากการรุกรานของกองทัพเยอรมันในปี ค.ศ.1941 และต่อมาก็เป็นผู้นำการตีโต้กองทัพเยอรมันที่เมืองสตาลินกราดในปฏิบัติการยูเรนัส ช่วงปลายปี ค.ศ.1942 ถึงต้นปี ค.ศ.1943 ชูคอฟยังเป็นผู้บัญชาการกองทัพโซเวียตในสมรภูมิคูร์ส ซึ่งเป็นศึกรถถังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และต่อมาก็เป็นผู้นำกองทัพโซเวียตบุกยึดกรุงเบอร์ลินในปี ค.ศ.1945 ชูคอฟได้รับเหรียญตราและเครื่องอิสริยาภรณ์มากมาย จนทีมงานภาพยนตร์เรื่อง The Death of Stalin ต้องลดจำนวนเหรียญตราบนเครื่องแบบตัวละครของชูคอฟ ซึ่งรับบทโดยเจสัน ไอแซ็กส์ (Jason Isaacs) ลงเพราะผู้ชมอาจมองว่าติดไว้เป็นมุกตลกเท่านั้น หารู้ไม่ว่าชูคอฟมีผลงานคู่ควรกับเหรียญตราทั้งหมดที่เขาได้รับ แต่ทว่าหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ชะตาชีวิตของชูคอฟกลับไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แม้เขาจะมีบทบาทสำคัญในศึกชิงอำนาจทางการเมืองหลังอสัญกรรมของสตาลิน แต่สุดท้ายเขาก็ถูกบีบให้ออกไปใช้ชีวิตเกษียณอย่างสงบจนวาระสุดท้ายของชีวิต เรียกว่าเป็นสูงสุดคืนสู่สามัญอย่างแท้จริง

“ยามศึกเรารบ ยามสงบเรารบกันเอง” คำกล่าวนี้ใช้ได้กับแทบทุกประเทศ รวมถึงสหภาพโซเวียตหลังสงครามโลกครั้งที่สองด้วย หลังจากกำจัดภัยคุกคามจากอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) และนาซีเยอรมนีไปได้แล้ว อิโอซิฟ สตาลิน (Iosif Stalin) ผู้นำโซเวียตก็หันมาหวาดระแวงการยึดอำนาจภายในประเทศแทน โดยมีลัฟเรนตีย์ เบเรีย (Lavrentiy Beria) ผู้บัญชาการหน่วยตำรวจลับ NKVD คอยเสี้ยมอีกทีหนึ่ง จอมพลชูคอฟเป็นหนึ่งในบุคคลที่สตาลินระแวงมากที่สุด เนื่องจากช่วงระหว่างสงคราม ชูคอฟมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชน อาจนำกำลังทหารยึดอำนาจได้ทำนองเดียวกับจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ของฝรั่งเศส อย่างไรก็ตามเพราะชื่อเสียงของชูคอฟนี้เอง ส่งผลให้สตาลินไม่กล้าใช้อำนาจที่มีอยู่ล้นฟ้ากำจัดชูคอฟโดยตรง แต่ใช้วิธีไปจับกุมจอมพลอเล็กซานเดอร์ โนวิคอฟ (Alexander Novikov) ผู้บัญชาการทหารอากาศมาสอบสวนทรมานในปี ค.ศ.1946 บังคับให้ใส่ความชูคอฟซึ่งขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการของโซเวียตในเยอรมนี ว่ามีแผนก่อรัฐประหาร สตาลินใช้ประเด็นนี้เป็นข้ออ้างปลดชูคอฟออกจากตำแหน่ง แล้วส่งไปเป็นผู้บัญชาการมณฑลทหารเล็กๆที่เมืองโอเดสซ่า ริมชายฝั่งทะเลดำ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศยูเครน) ชูคอฟใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปราบปรามโจรผู้ร้าย จนกระทั่งในปี ค.ศ.1948 สตาลินมีคำสั่งย้ายชูคอฟไปเป็นผู้บัญชาการมณฑลทหารที่เมืองสเวียร์ดลอฟสค์ (ปัจจุบันคือเมืองเยคาเตรินเบิร์ก) ห่างจากกรุงมอสโกไปทางตะวันออกกว่า 1,700 กิโลเมตร แต่แล้วในปี ค.ศ.1953 สตาลินก็มีคำสั่งเรียกตัวชูคอฟกลับมากรุงมอสโกโดยไม่ทราบสาเหตุ หลายคนเชื่อว่าสตาลินต้องการคำแนะนำจากชูคอฟเกี่ยวกับสงครามเกาหลี ขณะที่บางคนก็เชื่อว่าคราวนี้สตาลินต้องการกำจัดชูคอฟให้เบ็ดเสร็จ เนื่องจากขณะนั้นนายพลดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) อดีตผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตรในยุโรปได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สตาลินอาจกลัวว่าชูคอฟซึ่งเป็นอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดของโซเวียตอาจเอาอย่างตาม ไม่ว่าสาเหตุที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร แต่หลังชูคอฟมาถึงมอสโกไม่นาน สตาลินก็ถึงแก่อสัญกรรมก่อนจะมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา

หลังสตาลินถึงแก่อสัญกรรม ชูคอฟก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เกิดศึกชิงอำนาจระหว่างเบเรียและนิกิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) ชูคอฟให้การสนับสนุนครุสชอฟ และเป็นผู้นำกำลังทหารเข้าจับกุมเบเรียด้วยตัวเอง เบเรียถูกตัดสินประหารชีวิต ครุสชอฟขึ้นเป็นผู้นำสหภาพโซเวียตคนใหม่ ส่วนชูคอฟก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในปี ค.ศ.1955 เขาขัดขวางการนำระบบเจ้าหน้าที่การเมืองหรือคอมมิสซาร์กลับมาใช้ในกองทัพได้สำเร็จ ภายหลังเขาเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการกองทัพโซเวียตเข้าแทรกแซงเหตุการณ์ลุกฮือในประเทศฮังการีในปี ค.ศ.1956 ช่วงแรกชูคอฟไม่ได้ต้องการให้กองทัพโซเวียตแทรกแซงการเมืองภายในของฮังการีโดยตรง แต่ต้องการสนับสนุนรัฐบาลฮังการีรักษาความสงบ และควบคุมชายแดนติดกับประเทศออสเตรียเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากตะวันตกเท่านั้น แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อฮังการีเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และรัฐบาลใหม่ต้องการถอนตัวจากองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ (Warsaw Pact) กองทัพโซเวียตจึงบุกเข้ากรุงบูดาเปสต์ในที่สุด

ชูคอฟมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือครุสชอฟผ่านวิกฤตทางการเมืองอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ.1957 ในความขัดแย้งกับสภาเปรซิเดียม ครุสชอฟตอบแทนชูคอฟโดยการมอบตำแหน่งสมาชิกสภาเปรซิเดียมให้ แต่ภายหลังทั้งคู่ก็เริ่มขัดแย้งกัน เนื่องจากชูคอฟต้องการให้กองทัพโซเวียตเป็นอิสระจากการเมืองมากขึ้น นอกจากนี้ชูคอฟยังต้องการให้รื้อคดีเกี่ยวกับนายทหารโซเวียตจำนวนมากซึ่งถูกตัดสินประหารชีวิตอย่างไม่เป็นธรรมสมัยการกวาดล้างครั้งใหญ่ (Great Purge) ในสมัยสตาลินขึ้นมาสอบสวนใหม่และลงโทษผู้กระทำผิด ซึ่งครุสชอฟไม่อาจยอมรับได้ แม้ครุสชอฟจะมีนโยบายต่อต้านสตาลินเช่นกัน แต่บุคคลสำคัญของโซเวียตจำนวนมากรวมถึงตัวครุสชอฟเองล้วนมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายของสตาลินช่วงทศวรรษ 1930 สุดท้ายในเดือนตุลาคม ค.ศ.1957 ขณะที่ชูคอฟเดินทางเยือนประเทศแอลเบเนีย ครุสชอฟได้ประกาศปลดชูคอฟออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาเปรซิเดียมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บังคับให้ไปใช้ชีวิตเกษียณ

หลังพ้นจากตำแหน่ง ชูคอฟใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการท่องเที่ยว ล่าสัตว์ ตกปลา โดยในปี ค.ศ.1959 ขณะที่ครุสชอฟเดินทางเยือนสหรัฐฯ ครุสชอฟได้บอกไอเซนฮาวร์ว่าชูคอฟชอบตกปลามาก ไอเซนฮาวร์จึงส่งอุปกรณ์ตกปลามาให้ชูคอฟ สหายร่วมรบเก่า ซึ่งชูคอฟประทับใจมาก ว่ากันว่าเวลาออกไปตกปลา ชูคอฟจะใช้เฉพาะอุปกรณ์ที่ไอเซนฮาวร์ส่งมาให้เท่านั้นไปจนวันสุดท้ายของชีวิต ต่อมาในปี ค.ศ.1964 ครุสชอฟถูกโค่นจากอำนาจโดยเลโอนิด เบรจเนฟ (Leonid Brezhnev) เบรจเนฟเชิดชูเกียรติประวัติของชูคอฟขึ้นมาอีกครั้ง แต่ไม่ได้มอบตำแหน่งอะไรให้ จุดประสงค์ของเบรจเนฟต้องการใช้ชื่อเสียงของชูคอฟเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเองเท่านั้น ในปี ค.ศ.1969 ชูคอฟได้รับอนุญาตให้ตีพิมพ์หนังสือบันทึกความทรงจำ (สมัยนั้นเอกสารตีพิมพ์ทุกอย่างต้องผ่านการเซนเซอร์) ชื่อจอมพลแห่งชัยชนะ (Marshal of Victory) ซึ่งกลายเป็นหนังสือขายดี ภายในเวลาไม่กี่เดือนมีนักอ่านส่งจดหมายมาถึงชูคอฟมากกว่า 10,000 ฉบับ

ชูคอฟเสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.1974 แต่จอมพลไร้พ่ายผู้นี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่คนรัสเซียยกย่องมากที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน

สวัสดี

12.11.2020

แสดงความคิดเห็น