ไฟรคอร์ (Freikorps) กองกำลังขวาพิฆาตซ้ายแห่งสาธารณรัฐไวมาร์

ภาพกำลังพลและรถหุ้มเกราะของไฟรคอร์ในกรุงเบอร์ลิน ค.ศ.1919 (Ehrenbuch des deutschen Heeres)

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลงในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1918 จักรวรรดิเยอรมนี (German Empire) ล่มสลายกลายเป็นสาธารณรัฐไวมาร์ (Weimar Republic) ซึ่งประสบปัญหาทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และเศรษฐกิจรุมเร้า ต่อเนื่องไปถึงปี ค.ศ.1919 ทหารผ่านศึกจำนวนมากที่กลับมาจากสงครามไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ จึงรวมตัวกันเป็นกองกำลังกึ่งทหารเรียกว่าไฟรคอร์ (Freikorps) จำนวนมากกว่า 65 หน่วย กระจายตัวอยู่ทั่วเยอรมนี มีจำนวนรวมกันมากที่สุดถึง 500,000 นาย ทหารเหล่านี้มีแนวคิดชาตินิยมและต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งเฟื่องฟูขึ้นมาหลังการปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ.1917

ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากจักรวรรดิเยอรมนีไปสู่สาธารณรัฐไวมาร์ เกิดสุญญากาศทางอำนาจขึ้นในหลายพื้นที่ของเยอรมนีส่งผลให้กลุ่มคอมมิวนิสต์ได้ลุกฮือขึ้นมา เช่นกลุ่มสปาตาคิสท์ (Spartacist) ลุกฮือขึ้นในกรุงเบอร์ลิน ในเดือนมกราคม ค.ศ.1919 ยึดครองสถานที่สำคัญหลายแห่งเช่นสถานีรถไฟและที่ทำการของหน่วยงานต่างๆ ปัญหาคือรัฐบาลไวมาร์ไม่มีกำลังทหารที่จะใช้ปราบปรามกลุ่มคอมมิวนิสต์ เนื่องจากหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง ทหารเยอรมันจำนวนมากซึ่งกรำศึกหนักมาตลอดสี่ปีต่างก็ต้องการกลับบ้านเต็มทน เมื่อกองทหารเดินทางข้ามชายแดนเยอรมนีกลับมาแล้ว ทหารในหน่วยก็พากันสลายตัวแยกย้ายกันกลับบ้านอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถควบคุมสั่งการได้ รัฐบาลไวมาร์จึงต้องหันไปหากองกำลังกึ่งทหารไฟรคอร์ ซึ่งทหารผ่านศึกจำนวนมากมารวมตัวกัน มีประสบการณ์ใช้งานยุทโธปกรณ์ และมีสายการบังคับบัญชาจัดตั้งไว้สำเร็จรูปแล้ว เกณฑ์มาปราบคอมมิวนิสต์ ซึ่งไฟรคอร์ก็ปฏิบัติภารกิจดังกล่าวได้สำเร็จลุล่วง เนื่องจากกลุ่มคอมมิวนิสต์ส่วนใหญ่เป็นเพียงคนงานถือปืน ในขณะที่กำลังพลของไฟรคอร์เป็นทหารผ่านศึก ซึ่งได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากรัฐบาลไวมาร์และกองทัพเยอรมัน สามารถเข้าถึงอาวุธหนักทั้งปืนกล ปืนใหญ่ ปืนพ่นไฟ ไปจนถึงรถหุ้มเกราะ หลังเหตุการณ์ดังกล่าว กำลังพลของไฟรคอร์เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมนางโรซา ลุกเซมบวร์ก (Rosa Luxemburg) และนายคาร์ล ลิปเนคท์ (Karl Liebknecht) แกนนำคอมมิวนิสต์ระหว่างถูกคุมขัง ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และต่อมากำลังพลของไฟรคอร์สองนายถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

ภาพปืนใหญ่ของไฟรคอร์ในปี ค.ศ.1919
(Bundesarchiv, Bild 146-1998-009-15 / CC-BY-SA 3.0)

ต่อมาเมื่อสนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ.1920 เยอรมนีถูกบังคับให้ต้องลดกำลังทหารลงเหลือเพียง 100,000 นายและไฟรคอร์ก็จะต้องถูกยุบด้วย แฮร์มัน แอร์ฮาร์ต (Hermann Ehrhardt) หนึ่งในนายทหารที่จะถูกปลดประจำการและเป็นผู้บังคับหน่วยไฟรคอร์ปกองพลน้อยแอร์ฮาร์ต (Ehrhardt Brigade) ซึ่งมีกำลังพลประมาณ 6,000 นาย จึงพยายามก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลไวมาร์ในกรุงเบอร์ลินในเดือนมีนาคม ค.ศ.1920 กองทัพเยอรมันเข้าเกียร์ว่าง ไม่ขัดขวางผู้ก่อการ อ้างว่าทหารจะไม่ยิงทหารด้วยกันเอง ขณะที่ตำรวจก็เข้าร่วมกับไฟรคอร์ด้วย ส่งผลให้ไฟรคอร์สามารถยึดอาคารที่ตั้งหน่วยงานรัฐบาลต่างๆได้อย่างรวดเร็ว แต่แล้วการรัฐประหารกลับล้มเหลวลงในท้ายที่สุด เมื่อสหภาพแรงงานนัดหยุดงาน ตัดน้ำ ไฟ และแก๊ส รวมถึงระบบขนส่งมวลชน ส่งผลให้เบอร์ลินเป็นอัมพาต เหตุการณ์ดังกล่าวเรียกว่าการรัฐประหารคัปป์ (Kapp Putsch)

ภาพไฟรคอร์พยายามทำรัฐประหารในเดือนมีนาคม ค.ศ.1920
(Bundesarchiv, Bild 119-2815-20 / Unknown / CC-BY-SA 3.0)

ไฟรคอร์ถูกยุบในปี ค.ศ.1921 แต่อดีตกำลังพลของไฟรคอร์ก็ยังเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงทางการเมืองอยู่เรื่อยๆ เช่นการลอบสังหารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วอลเทอร์ รัทเธอเนา (Walther Rathenau) ต่อมาเมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) และพรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติเยอรมัน (National Socialist German Workers’ Party) เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา อดีตกำลังพลของไฟรคอร์จำนวนมากก็เข้าร่วมหน่วย SA (Sturmabteilung) ซึ่งเป็นกองกำลังทางการเมืองของฮิตเลอร์ บุคคลสำคัญในหน่วย SA เช่น แอร์นสต์ เริห์ม (Ernst Röhm) ล้วนเคยอยู่ในสังกัดไฟรคอร์มาก่อน ฮิตเลอร์ใช้หน่วย SA ก่อเหตุรุนแรงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง รวมถึงพยายามก่อรัฐประหารโรงเบียร์ (Beer Hall Putsch) ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1923 แต่ไม่สำเร็จ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ฮิตเลอร์ได้รับบทเรียนว่าการใช้ความรุนแรงอย่างเดียวไม่สามารถนำไปสู่ชัยชนะทางการเมืองได้ และเปลี่ยนวิธีการเข้าสู่อำนาจโดยการลงเลือกตั้งแทน จึงจำเป็นต้องลดบทบาทของหน่วย SA ลง แต่แกนนำหน่วย SA ไม่สามารถยอมรับความเปลี่ยนแปลงได้ ยังคงแนวคิดหัวรุนแรง รวมถึงต้องการตีเสมอกับกองทัพเยอรมันด้วย ส่งผลให้ SA กลายเป็นภัยคุกคามต่อฮิตเลอร์เสียเอง เป็นอุปสรรคต่อการประสานผลประโยชน์ทางการเมือง ภายหลังฮิตเลอร์ขึ้นสู่อำนาจแล้วจึงทำการกวาดล้างแกนนำระดับสูงของ SA ในปี ค.ศ.1934 เรียกว่าเหตุการณ์คืนแห่งมีดยาว (Night of the Long Knives) แม้แกนนำหน่วย SA บางส่วนจะรอดชีวิตไปได้และได้รับการอภัยโทษภายหลัง แต่ก็ไม่มีบทบาททางการเมืองอีก โดยฮิตเลอร์หันไปสนับสนุนหน่วย SS (Schutzstaffel) ให้ขึ้นมามีบทบาทแทน เป็นการปิดฉากบทบาทของไฟรคอร์และ SA ในการเมืองเยอรมัน

สวัสดี

29.12.2020

แสดงความคิดเห็น