เซปเปลิน เรือเหาะเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 1

ในปี ค.ศ.1863 ระหว่างสงครามกลางเมืองอเมริกา กราฟ (เป็นตำแหน่งขุนนางเทียบเท่ากับตำแหน่งเคานท์) เฟอร์ดินันด์ ฟอน เซปเปลิน (Graf Ferdinand von Zeppelin) ได้เดินทางมายังสหรัฐฯในฐานะผู้สังเกตการณ์จากกองทัพเยอรมัน เขาได้พบกับนักบอลลูนพเนจรเชื้อสายเยอรมันชื่อโยน ชไตเนอร์ (John Steiner) รวมถึงได้ชมการใช้บอลลูนเป็นเครื่องมือในการตรวจการณ์ทางทหาร แม้บอลลูนที่ใช้กันในขณะนั้นจะยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่ใช้สายเคเบิลยึดไว้กับพื้นดินแล้วปล่อยให้ลอยขึ้นไปเท่านั้น แต่ก็ช่วยจุดประกายความคิดให้เซปเปลินนำไปพัฒนาบอลลูนแบบมีโครงซึ่งสามารถเดินอากาศได้ด้วยตัวเองหรือที่เรียกกันว่าเรือเหาะนั่นเอง เซปเปลินเริ่มร่างแนวคิดเกี่ยวกับเรือเหาะในปี ค.ศ.1874 แต่ภาระงานในกองทัพเยอรมันส่งผลให้เขายังไม่มีโอกาสพัฒนาแนวคิดดังกล่าวให้เป็นรูปร่างจนกระทั่งเกือบยี่สิบปีต่อมา

ภาพกราฟ เฟอร์ดินันด์ ฟอน เซปเปลิน ในปี ค.ศ.1900
(Bundesarchiv, Bild 146-1972-099-15 / CC-BY-SA 3.0)

หลังเซปเปลินเกษียณจากกองทัพในปี ค.ศ.1891 เขาได้ทุ่มเทเวลาศึกษาเรื่องการบินอย่างจริงจัง จนกระทั่งสามารถสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างเรือเหาะได้ในปี ค.ศ.1893 เขาได้เสนอโครงการนี้ให้กองทัพเยอรมันในปี ค.ศ.1894 แต่ถูกปฏิเสธ แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ แต่เซปเปลินก็ไม่ย่อท้อ เขาใช้เงินของตัวเองลงทุนพัฒนาเรือเหาะจนประสบความสำเร็จในปี ค.ศ.1898 และได้ทำการบินเที่ยวแรกเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ.1900 ชื่อรุ่นของเรือเหาะจะใช้ตัวอักษรย่อ LZ แล้วตามด้วยหมายเลข มาจากคำว่า Luftschiff Zeppelin หรือเรือเหาะเซปเปลินนั่นเอง แม้เรือเหาะเซปเปลินรุ่นแรกๆจะยังไม่สมบูรณ์นัก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ และการทดสอบบางครั้งก็เกิดอุบัติเหตุผิดพลาดส่งผลให้มีลูกเรือบาดเจ็บและเสียชีวิตด้วย แต่ความสำเร็จในการพัฒนาเรือเหาะส่งผลให้เกิดกระแสชาตินิยมในเยอรมนี ประชาชนจำนวนมากต่างให้ความสนใจและบริจาคเงินให้ รวมถึงกองทัพเยอรมันเองก็หันมาให้งบประมาณสนับสนุนในท้ายที่สุดและได้จัดหาเรือเหาะเซปเปลินจำนวนหนึ่งไปใช้งานในปี ค.ศ.1909 แต่ละลำติดอาวุธปืนกล 5 กระบอกและบรรทุกระเบิดหนัก 2,000 กิโลกรัม ส่งผลให้โครงการจึงเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น เซปเปลินนำเงินสนับสนุนเหล่านี้ใช้เป็นต้นทุนในการสร้างโรงงานผลิตเรือเหาะ นอกจากนี้เขายังมีแผนจะสร้างสายการบิน ใช้เรือเหาะรับส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองต่างๆในเยอรมนีก่อนจะขยายให้ครอบคลุมทั้งทวีปยุโรปต่อไป แต่ทว่าในปี ค.ศ.1914 กลับเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งขึ้นเสียก่อน เรือเหาะเซปเปลินจึงถูกนำมาใช้ในด้านการทหารแบบเต็มตัว

ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กองทัพบกเยอรมันใช้เรือเหาะเซปเปลินในภารกิจลาดตระเวณตรวจการณ์และโจมตีทางอากาศ วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1914 เรือเหาะเซปเปลินลำหนึ่งปฏิบัติภารกิจทิ้งระเบิดเมืองลิเอจ (Liege) ของเบลเยียม แต่ถูกยิงด้วยปืนใหญ่ส่งผลให้ต้องลงจอดฉุกเฉิน ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเยอรมนีก็เสียเรือเหาะเซปเปลินไปอีกสามลำเนื่องจากถูกยิงจากภาคพื้นดิน แม้เรือเหาะเซปเปลินจะเป็นเป้าขนาดใหญ่ ขาดความคล่องตัว แต่เยอรมนีก็ยังคงใช้เรือเหาะเซปเปลินในแนวรบด้านตะวันตกต่อไปจนถึงสมรภูมิแวร์เดิง (Battle of Verdun) ในปี ค.ศ.1916 ส่วนในแนวรบด้านตะวันออก เยอรมนีก็ใช้เรือเหาะเซปเปลินในภารกิจทิ้งระเบิดอย่างกว้างขวาง รวมถึงมีแผนจะส่งเรือเหาะเซปเปลินไปทิ้งระเบิดกรุงเปโตรกราด (เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) เมืองหลวงของรัสเซียในขณะนั้นด้วย แต่ระยะทางไกลเกินไป ส่งผลให้ต้องล้มเลิกไปในที่สุด

ภาพวาดเรือเหาะเซปเปลินทิ้งระเบิดเมืองลิเอจของเบลเยียมในปี ค.ศ.1914
(Der Krieg 1914-19 in Wort und Bild, published 1919)

วันที่ 19 มกราคม ค.ศ.1915 เรือเหาะเซปเปลินสองลำข้ามช่องแคบอังกฤษ ไปทิ้งระเบิดอังกฤษเป็นครั้งแรก ปฏิบัติการครั้งนี้สร้างความตกใจให้ทั้งอังกฤษและประเทศต่างๆทั่วโลก เนื่องจากเป็นครั้งแรกในช่วงเวลานับร้อยปีที่ประเทศอังกฤษซึ่งมีสภาพเป็นเกาะ มีกองทัพเรือใหญ่ที่สุดในโลกคอยป้องกันถูกโจมตี ช่วงแรกๆไกเซอร์ (จักรพรรดิ) วิลเฮล์มที่ 2 (Wilhelm II) ของเยอรมนีทรงห้ามไม่ให้ทิ้งระเบิดกรุงลอนดอน เพราะทรงกลัวว่าสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ต่างๆจะถูกทำลาย รวมถึงเชื้อพระวงศ์อังกฤษอาจได้รับอันตรายด้วย (สมัยนั้นราชวงศ์ของประเทศต่างๆในยุโรปมีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติกัน) แต่ต่อมาก็ทรงอนุญาตให้ทิ้งระเบิดกรุงลอนดอนได้ในเดือนมีนาคม โดยจำกัดขอบเขตเป้าหมายที่สิ่งปลูกสร้างทางทหารและธนาคารกลางของอังกฤษ มีจุดประสงค์เพื่อกดดันให้อังกฤษต้องคงกำลังทหารไว้ป้องกันประเทศ ไม่ให้สามารถส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์มายังแนวหน้าในฝรั่งเศสและเบลเยียมได้เต็มที่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเยอรมนีก็ขยายขอบเขตเป้าหมายไปที่พลเรือนด้วย เพื่อทำลายขวัญกำลังใจของคนอังกฤษ ข่มขวัญให้อังกฤษยอมแพ้ อย่างไรก็ตามสุดท้ายเยอรมนีก็ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์เหล่านี้ได้ ธนาคารกลางของอังกฤษไม่ได้ถูกระเบิดแต่อย่างใด แถมปฏิบัติการของเรือเหาะเซปเปลินยังถูกรัฐบาลอังกฤษนำไปใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ เชิญชวนคนอังกฤษสมัครเป็นทหารได้มากขึ้นเสียอีก

ภาพโปสเตอร์เชิญชวนให้คนสมัครทหารของอังกฤษในปี ค.ศ.1915
(Publicity Department, Central Recruiting Depot. Restoration by Adam Cuerden)

ในช่วงแรกๆ เรือเหาะเซปเปลินสามารถปฏิบัติการทิ้งระเบิดอังกฤษได้อย่างเสรี เนื่องจากเรือเหาะเซปเปลินมีเพดานบินสูงมาก เกินกว่าระยะยิงของปืนต่อสู้อากาศยานและเครื่องบินขับไล่ในขณะนั้น ต่อให้นักบินสามารถไต่ระดับขึ้นไปถึงเพดานบินของเรือเหาะเซปเปลินได้ก็ยังไม่สามารถทำลายได้ง่ายๆอยู่ดี เพราะถึงแม้เรือเหาะเซปเปลินจะใช้ก๊าซไฮโดรเจนซึ่งติดไฟได้ แต่การจะทำให้ไฮโดรเจนติดไฟนั้นต้องใช้ออกซิเจนช่วย กระสุนปืนกลธรรมดาทำได้เพียงแค่ยิงให้ก๊าซไฮโดรเจนรั่วออกมาเท่านั้น ไม่สามารถทำให้ติดไฟได้ ซึ่งความเสียหายแค่นี้แทบไม่มีผลต่อเรือเหาะเซปเปลินเลย แต่เมื่อมีการพัฒนากระสุนเพลิง (incendiary bullet) ออกมาใช้งาน ขีดความสามารถของเครื่องบินขับไล่และปืนต่อสู้อากาศยานของอังกฤษในการรับมือเรือเหาะเซปเปลินก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1916 ร้อยโทวิลเลียม โรบินสัน (William Leefe Robinson) เป็นนักบินอังกฤษคนแรกที่สามารถยิงเรือเหาะเซปเปลินตกด้วยกระสุนเพลิงทางเหนือของกรุงลอนดอน และได้รับเหรียญกล้าหาญวิคตอเรียครอส (Victoria Cross) เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เยอรมนีค่อยๆลดปฏิบัติการของเรือเหาะเซปเปลินลง ก่อนจะแทนที่ด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดในที่สุด

กองทัพเรือเยอรมันก็จัดหาเรือเหาะเซปเปลินไปใช้งานด้วยเช่นกัน ใช้ลาดตระเวณตรวจการณ์ในทะเลเหนือ และค้นหาทุ่นระเบิด ตลอดสงครามเรือเหาะเซปเปลินของกองทัพเรือเยอรมันทำการบินถึง 971 เที่ยวบิน มีบทบาทสำคัญในปฏิบัติการของกองทัพเรือเยอรมัน แต่ในปี ค.ศ.1917 อังกฤษเริ่มนำเครื่องบินทะเลและเรือบรรทุกเครื่องบินมาใช้งานแพร่หลายมากขึ้น ส่งผลให้เรือเหาะเซปเปลินค่อยๆหายไปจากน่านฟ้าทะเลเหนือในที่สุด

ภาพเรือเหาะเซปเปลิน L53 ของกองทัพเรือเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
(Online MIKAN no. 5013167/ Wikimedia Commons/ Public Domain)

ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เยอรมนีจัดหาเรือเหาะเซปเปลินเข้าประจำการทั้งหมด 115 ลำ ในจำนวนนี้ถูกยิงตกจำนวน 77 ลำ หลังสงครามสิ้นสุดลง สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles) มีเงื่อนไขกำหนดห้ามไม่ให้เยอรมนีมีกองทัพอากาศ ต้องส่งมอบเรือเหาะและเครื่องบินรบที่มีเหลืออยู่ทั้งหมดให้กับประเทศผู้ชนะสงคราม ส่งผลให้ในวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ.1919 หนึ่งสัปดาห์ก่อนจะมีการลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซาย ลูกเรือเยอรมันจึงพร้อมใจกันทำลายเรือเหาะเซปเปลินที่เหลืออยู่ไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของผู้ชนะ เอาอย่างกองทัพเรือเยอรมันที่ลูกเรือทำการจมเรือรบของตัวเองเช่นกัน

สวัสดี

13.01.2021

แสดงความคิดเห็น