ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ในศึกนาร์กอโน-คาราบัค

ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 เป็นหนึ่งในระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ว่ากันว่าดีที่สุดในโลก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ลับ ลวง พรางที่สุดเช่นกัน เพราะตั้งแต่ S-300 รุ่นแรกคือ S-300P เข้าประจำการในกองทัพสหภาพโซเวียตเมื่อปี ค.ศ.1978 จนถึงปัจจุบัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศตระกูล S-300 ยังไม่เคยปฏิบัติการรบจริงในสมรภูมิไหนเลย แม้แต่ S-300 ที่รัสเซียส่งให้ซีเรียในปี ค.ศ.2018 หลังเครื่องบินตรวจการณ์ Il-20 ของรัสเซียถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-200 ของซีเรียยิงตกโดยอุบัติเหตุระหว่างการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล ก็มีจุดประสงค์เพื่อป้องปรามเท่านั้น ขีดความสามารถของ S-300 ที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกมีเพียงสเปกในกระดาษและการซ้อมรบ อย่างไรก็ตามในสมรภูมิพื้นที่พิพาทนาร์กอโน-คาราบัคระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานล่าสุด คู่พิพาททั้งสองฝ่ายต่างก็นำระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ของตนเองออกมาใช้งานในสมรภูมิจริงเป็นครั้งแรก (อาเซอร์ไบจานเช่นเดียวกับประเทศอดีตสหภาพโซเวียตอื่นๆ ยังคงใช้งานยุทโธปกรณ์ของรัสเซียเป็นหลัก แม้ช่วงหลังจะมีการจัดหาอาวุธจากตุรกีและอิสราเอลมากขึ้น)

ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ของอาร์เมเนียเป็นรุ่น S-300PS ซึ่งเข้าประจำการในกองทัพโซเวียตตั้งแต่ปี ค.ศ.1985 ใช้จรวดตระกูล 5V55 มีระยะยิงไกลสุดระหว่าง 75 – 150 กิโลเมตร ออกแบบมาสำหรับรับมือเครื่องบินรบและขีปนาวุธซึ่งเป็นภัยคุกคามหลักของสหภาพโซเวียตสมัยสงครามเย็น เรดาร์ของ S-300PS มีระยะตรวจจับ 300 กิโลเมตร ตรวจจับเป้าหมายได้ 100 เป้าหมายและสามารถติดตามเป้าหมายพร้อมกันได้ 6 เป้าหมาย ชี้เป้าให้จรวด 12 ลูก (2 ลูกต่อ 1 เป้าหมาย) ปัจจุบันนอกจากอาร์เมเนียแล้ว S-300PS ยังมีใช้งานในประเทศยูเครน เบลารุส และคาซัคสถาน

ภาพระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300PS ของอาร์เมเนีย
(Jonj7490/ Wikimedia Commons/ CC BY-SA 4.0)

ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ของอาเซอร์ไบจานเป็นรุ่น S-300PMU2 ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกของ S-300PM2 ของรัสเซียและเป็นรุ่นก่อนหน้าของ S-400 (S-400 เดิมมีชื่อว่า S-300PMU3) เปิดตัวในปี ค.ศ.1997 ใช้จรวดรุ่น 48N6E2 ระยะยิง 200 กิโลเมตร ซึ่งมีขีดความสามารถในการรับมือเป้าหมายทั้งอากาสยาน ขีปนาวุธ จรวดร่อน และระเบิดนำวิถีสูงมากขึ้น เรดาร์ของ S-300PMU2 มีระยะตรวจจับ 300 กิโลเมตร (เรดาร์รุ่นใหม่มีระยะตรวจจับ 600 กิโลเมตร) ตรวจจับเป้าหมายได้ 100 เป้าหมายและติดตามเป้าหมายพร้อมกันได้ 36 เป้าหมาย ชี้เป้าให้จรวด 72 ลูก นอกจากอาเซอร์ไบจานแล้ว S-300PMU2 ยังมีใช้งานในประเทศจีนและอิหร่านด้วย จะเห็นได้ว่า S-300 ของอาเซอร์ไบจานมีขีดความสามารถและความทันสมัยมากกว่าของอาร์เมเนียมาก

ภาพระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300PMU2 ของอาเซอร์ไบจาน
(Sevda Babayeva/ Wikimedia Commons/ CC BY-SA 3.0)

วันที่ 29 กันยายน ค.ศ.2020 เมื่อการสู้รบในแคว้นคาราบัคเริ่มรุนแรงมากขึ้น อาร์เมเนียก็เริ่มเคลื่อนย้าย S-300PS บางส่วนจากที่ตั้งในกรุงเยเรวานไปยังพื้นที่พิพาท ขณะที่อาเซอร์ไบจานก็ขู่จะทำลาย S-300PS ของอาร์เมเนียถ้าเข้ามาในพื้นที่พิพาท วันที่ 30 กันยายน อาเซอร์ไบจานอ้างว่าสามารถทำลาย S-300PS ได้ 1 ระบบแต่ไม่ได้เผยแพร่หลักฐานออกมา วันที่ 1 ตุลาคม อาร์เมเนียอ้างว่า S-300PS สามารถยิงโดรนของอาเซอร์ไบจานซึ่งกำลังมุ่งหน้ามายังกรุงเยเรวานตก 3 ลำ วันที่ 10 ตุลาคม อาเซอร์ไบจานเผยแพร่คลิปวิดีโออ้างว่าสามารถทำลายรถเรดาร์และรถฐานยิงของ S-300PS อย่างละ 1 คันได้ด้วยโดรนติดระเบิด IAI Harop ผลิตในอิสราเอล วันที่ 12 ตุลาคม อาเซอร์ไบจานเผยแพร่คลิปวิดีโออ้างว่าสามารถทำลายรถฐานยิงของ S-300PS ได้อีกอย่างน้อย 2 คันโดยใช้ Harop เช่นกัน ต่อมาวันที่ 17 ตุลาคม อาเซอร์ไบจานก็เผยแพร่คลิปวิดีโออีกครั้งหนึ่ง อ้างว่าสามารถใช้โดรนติดอาวุธ Bayraktar TB2 ผลิตในตุรกี ทำลายรถเรดาร์ของ S-300PS ได้อีก 2 คัน การที่อาเซอร์ไบจานสามารถใช้โดรนทำลาย S-300PS และระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นอื่นๆของอาร์เมเนียได้หลายระบบ ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้อาเซอร์ไบจานสามารถครองอากาศเหนือพื้นที่พิพาทได้อย่างเบ็ดเสร็จ นอกจากการโจมตีทางอากาศแล้ว อาเซอร์ไบจานยังสามารถใช้โดรนชี้เป้าให้ปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้องยิงถล่มที่ตั้งของทหารอาร์เมเนียอย่างแม่นยำได้ด้วย แม้โดรนของอาเซอร์ไบจานจะถูกยิงตกหลายลำเช่นกัน แต่เมื่อเทียบมูลค่าความเสียหายแล้วถือว่าคุ้มค่ามาก

ขณะที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอาร์เมเนียรวมถึง S-300PS ถูกถล่มอยู่นั้น S-300PMU2 ของอาเซอร์ไบจานก็ได้แสดงผลงาน วันที่ 18 ตุลาคม อาเซอร์ไบจานอ้างว่า S-300PMU2 สามารถยิงเครื่องบินโจมตี Su-25 ของอาร์เมเนียที่พยายามเข้ามาโจมตีทางอากาศที่ตั้งของทหารอาเซอร์ไบจานตก 1 ลำ ปฏิบัติการของหน่วยป้องกันภัยทางอากาศของอาเซอร์ไบจานสกัดไม่ให้เครื่องบินรบของอาร์เมเนียเข้าถึงพื้นที่พิพาทได้ มีบทบาทในการสนับสนุนการครองอากาศเหนือพื้นที่พิพาทของอาเซอร์ไบจาน

ในสมรภูมินี้จะเห็นข้อแตกต่างของผลการใช้งาน S-300 ของอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานค่อนข้างชัดเจน S-300PS ของอาร์เมเนียนั้นเก่ามากแล้ว และไม่ได้ออกแบบมาสำหรับรับมือโดรน ประกอบกับระบบป้องกันภัยทางอากาศส่วนใหญ่ของอาร์เมเนียเช่น 2K11 Krug, 9K33 Osa, 2K12 Kub และ 9K35 Strela-10 ก็เป็นของเก่าจากยุคโซเวียต แม้อาร์เมเนียจะมีระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นใหม่จากรัสเซียได้แก่ Buk-M1-2 และ Tor-M2KM อยู่บ้าง แต่ก็มีจำนวนน้อยเกินไปที่จะจัดตั้งเครือข่ายระบบป้องกันภัยทางอากาศที่แน่นหนาพอครอบคลุมพื้นที่พิพาทได้ ส่งผลให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอาร์เมเนียที่วางกำลังอย่างกระจัดกระจายถูกโดรนของอาเซอร์ไบจานไล่เก็บทีละระบบอย่างง่ายดาย ทำนองเดียวกับ Pantsir-S1 ในลิเบีย ถือเป็นบทเรียนสำคัญอีกครั้งหนึ่งในการใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศ สำหรับฝั่งอาเซอร์ไบจาน แม้ S-300PMU2 จะมีผลงานในการสอย Su-25 ได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศประเภทนี้ถูกออกแบบมารับมืออยู่แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาเซอร์ไบจานมีภัยคุกคามทางอากาศน้อยกว่าอาร์เมเนียมาก โดยเฉพาะเมื่อการรบถูกจำกัดขอบเขตแค่ในพื้นที่พิพาทและอาร์เมเนียไม่สามารถใช้งานอาวุธทางยุทธศาสตร์รวมถึงขีปนาวุธ Iskander-E ได้เต็มที่ จึงต้องหาโอกาสประเมินขีดความสามารถต่อไป

สวัสดี

17.01.2021

แสดงความคิดเห็น