ข้อเสนอแนะโครงการสร้างหนังประวัติศาสตร์รักชาติของไทย

หลังจากเงียบหายไปเกือบหนึ่งปี ในที่สุดเมื่อไม่กี่วันก่อนก็มีความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการสร้าง “หนังรักชาติ” ของรัฐบาลออกมาเสียที ตามมาด้วยกระแสดราม่าตามระเบียบ ในส่วนของรายละเอียดโครงการเบื้องต้นซึ่งในข่าวมีออกมาน้อยมาก เพราะสื่อมัวแต่ดราม่า ก็มีการจัดสรรงบประมาณ 300 ล้านบาท และนายกฯ มีคำสั่งให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกันผลิตหนังหรือสารคดี (รายละเอียดตรงนี้ควรต้องชัดเจนเพราะหนังกับสารคดี แม้จะทำเกี่ยวกับเรื่องเดียวกัน ก็มีรูปแบบแนวคิดการนำเสนอต่างกันมาก) เกี่ยวกับสงครามในประวัติศาสตร์ไทยออกมาปีละ 1 เรื่อง ในฐานะที่ผมเคยเสนอแนะเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างละเอียดเมื่อปีที่แล้วตั้งแต่ผมยังไม่เปิดเว็บไซต์ (ผู้ที่สนใจลองไปเลื่อนหาได้ในเพจ Facebook) วันนี้ก็อยากจะขอพูดเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง

ก่อนอื่นในฐานะคนที่รักการศึกษาประวัติศาสตร์ ผมสนับสนุนการสร้างหนังประวัติศาสตร์เต็มที่ การเรียนประวัติศาสตร์ไม่ควรจำกัดแค่ในห้องเรียน ที่ผมชอบประวัติศาสตร์ไม่ได้มาจากการเรียนในห้องเรียน พูดตามตรงถ้าผมเรียนประวัติศาสตร์ตามหลักสูตร ผมอาจจะเกลียดประวัติศาสตร์ไปเลยด้วยซ้ำ เพราะผมไม่รู้สึกว่าการท่องจำว่าวัฒนธรรมฮัวบิเนียนอยู่ในยุคหินกลางเพื่อไปตอบข้อสอบเจ็ดวิชาสามัญมีประโยชน์อะไรกับชีวิตผม ผมรักประวัติศาสตร์เพราะสื่อและสิ่งแวดล้อมรอบตัวผมทั้งหนังสือ การ์ตูน หนัง เกม การต่อโมเดลทหาร การท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ฯลฯ หล่อหลอมผมมาตั้งแต่เด็ก (ล่าสุดก็เพลงของ Sabaton) ผมมองประวัติศาสตร์เปรียบเสมือนเรื่องราวที่เชื่อมโยงคนทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน เป็นความผูกพันในระดับจิตวิญญาณ ซึ่งไม่สามารถจะอาศัยเฉพาะการเรียนในห้องเรียนหรือการตัดสินด้วยเกรดให้จบๆไปได้ แต่ต้องอาศัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนั้นสื่อจึงมีความสำคัญมากและภาพยนตร์หรือหนังก็เป็นสื่อที่สำคัญที่สุดประเภทหนึ่ง เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ

เบื้องต้นงบประมาณ 300 ล้านบาทสำหรับโครงการนี้ต้องยอมรับว่าน้อยมาก เมื่อจัดสรรให้ทีมงานหนังเรื่องต่างๆแล้วอาจได้แค่เรื่องละอย่างมากไม่เกิน 30 ล้านบาทหรือราว 1 ล้านเหรียญเท่านั้นเอง เทียบไม่ได้เลยกับหนัง Hollywood ที่มีงบประมาณในการทำหนังเรื่องหนึ่งโดยเฉลี่ยประมาณ 65 ล้านเหรียญ (เมื่อรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆเช่นค่าโฆษณาไปด้วยก็จะใช้งบเฉลี่ยราว 100 ล้านเหรียญ) แม้แต่หนังประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นๆก็ใช้งบมากกว่านี้เช่นหนังเรื่อง T-34 ของรัสเซียใช้งบราว 10 ล้านเหรียญ ขณะที่หนัง The Eight Hundred ของจีนล่าสุดก็ใช้งบถึง 80 ล้านเหรียญ ระดับเดียวกับ Hollywood แต่ด้วยฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและผลกระทบจากโควิด-19 ก็คงต้องหาทางใช้งบประมาณที่มีจำกัดให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และเมื่อลงทุนไปแล้วก็ต้องมีรายได้กลับมาคุ้มค่าด้วย อย่างน้อยที่สุดต้องพอมีกำไรบ้าง ไม่ใช่เอางบประมาณไปทิ้งเสียเปล่าๆ

เรื่องงบสร้างหนังและรายได้ขาดทุนนี่มีบทเรียนจากเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอยู่แล้ว หนังพระนเรศวรทั้งหกภาคใช้งบราว 700 ล้านบาท แต่ทำรายได้รวมกันประมาณ 913 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อหักค่าใช้จ่ายอื่นๆก็ถือว่าผลตอบแทนไม่คุ้มค่าเลย โดยหนังที่รายได้ดีที่สุดคือสองภาคแรก ทำรายได้ภาคละประมาณ 230 ล้านบาท แล้วภาคต่อๆมารายได้ก็ลดลงเรื่อยๆ แม้ภาคยุทธหัตถีจะกลับมามีรายได้กลับมาประมาณ 200 ล้านบาทแต่ก็เทียบกับสองภาคแรกไม่ได้อยู่ดี แน่นอนว่าสาเหตุหนึ่งที่รายได้ภาคหลังๆลดลง เพราะเนื้อหาเริ่มยืดยาวขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับคุณภาพ แต่อีกมุมหนึ่งถ้าเกิดทีมงานทำหนังยุทธหัตถีเป็นภาคสามจบตามแผนเดิมแล้วทำรายได้ประมาณ 230 ล้านบาทเท่าภาคก่อนหน้า ส่งผลให้หนังมีคุณภาพกลายเป็นตำนานสมชื่อ ปรากฏว่าค่ายหนังก็จะขาดทุนแทน ซึ่งจุดนี้แหละก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทีมงานพยายามยืดหนังพระนเรศวรให้ยาวออกไป กลายเป็นปัญหางูกินหาง แต่จะบอกว่าคนไทยไม่สนับสนุนก็ไม่ได้ เพราะรายได้หนังระดับหลายร้อยล้านบาทในประเทศไทยก็ถือว่าเยอะมากแล้ว เรียกได้ว่าคนไทยช่วยเต็มที่แล้ว ไม่ว่าจะเต็มใจหรือเพราะถูกเกณฑ์ไปดูก็ตาม แต่ในประเทศไทยสามารถมีรายได้สูงสุดแค่นี้จริงๆ ถ้าต้องการรายได้มากกว่านี้ ก็ต้องส่งไปฉายต่างประเทศ และนี่คือเหตุผลที่ผมไม่อยากให้หนังเน้นเรื่องความรักชาติมากเกินไป

สำหรับผม ปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินว่าหนังเรื่องหนึ่งดีหรือไม่ดี ไม่ได้อยู่ที่แนวคิดที่หนังจะนำเสนอ แต่เป็นเรื่องราวและพัฒนาการของตัวละคร นี่เป็นเรื่องที่ผมมีปัญหามากกับหนังใหม่ๆหลายเรื่องรวมถึงหนัง Hollywood ที่ช่วงหลังพยายามยัดเยียดเรื่องความเท่าเทียม, เฟมินิสต์, LGBTQ ฯลฯ ให้ผู้ชม ผมไม่ต้องการตัวละครที่เลือดรักชาติเข้มข้น ผมไม่ต้องการตัวละครที่เป็นเฟมินิสต์ ผมไม่ต้องการตัวละครที่เป็น LGBTQ ฯลฯ ผมต้องการตัวละครที่ผมและผู้ชมท่านอื่นๆมีความรู้สึกร่วมได้ ถ้าบังเอิญตัวละครนั้นมีเลือดรักชาติเข้มข้น เป็นเฟมินิสต์ หรือเป็น LGBTQ ฯลฯ ก็ดี แต่ลักษณะดังกล่าวไม่ควรเบียดบังความเป็นมนุษย์ของตัวละคร เนื้อหาของหนังก็เช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือความบันเทิงและความรู้สึกร่วม ถ้าดูหนังแล้ว ผู้ชมอินกับเนื้อเรื่องและตัวละคร เกิดความรู้สึกรักชาติ ภูมิใจในประวัติศาสตร์ประเทศไทยก็ถือว่าเยี่ยมมากครับ แต่ไม่ควรตั้งธงยัดเยียดความรักชาติให้ผู้ชมตั้งแต่ต้น ควรถือเป็นผลพลอยได้มากกว่า เนื้อหาหนังโดยรวมถ้ามีมุมมองหลายๆฝ่ายก็ควรจะออกมากลางๆ เพื่อให้ผู้ชมในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านและประเทศมหาอำนาจที่ในอดีตมีความขัดแย้งกับประเทศไทยสามารถรับชมได้ด้วย หรือถ้าจะให้ดีก็ร่วมมือกับค่ายหนังต่างประเทศไปเลย (สำหรับหนังที่เล่าจากมุมมองของไทยฝ่ายเดียวก็อาจให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ร้ายได้บ้าง แต่ต้องมีขอบเขต)

เนื่องจากไทยมีงบประมาณจำกัด และที่ผ่านมาหนังส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ฉายในต่างประเทศมากนัก อย่างมากที่สุดก็ได้ฉายแค่ในอาเซียน นานๆถึงจะมีหนังอย่างฉลาดเกมโกงที่ได้ไปฉายทั่วโลก ดังนั้นการร่วมมือกับค่ายหนังต่างประเทศก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะนอกจากจะได้งบของต่างประเทศมาสนับสนุนแล้ว ยังช่วยเปิดตลาดให้หนังไทยโดยอัตโนมัติ ประหยัดงบในการโฆษณา (งบโฆษณานี่แหละเป็นปัจจัยสำคัญเลยที่ประเทศต่างๆสู้ Hollywood ไม่ได้) ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทยก็มีเหตุการณ์น่าสนใจเกี่ยวข้องกับต่างประเทศเยอะมาก เช่นการถ่วงดุลชาติมหาอำนาจในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช, การรักษาเอกราชในยุคล่าอาณานิคม, การที่ไทยสามารถเอาตัวรอดไม่ตกเป็นผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่สอง เป็นต้น หรือแม้แต่เรื่องราวของชาวต่างชาติที่เข้ามาในไทยเช่นยามาดะ นางามาซะ, ท้าวทองกีบม้า, คอนสแตนติน ฟอลคอน ฯลฯ ก็สามารถนำมาสร้างเป็นหนังได้โดยร่วมมือกับค่ายหนังและนักแสดงต่างประเทศ เช่นหนังเหตุการณ์ ร.ศ.112, สงครามอินโดจีน และยุทธนาวีเกาะช้าง ก็อาจร่วมมือกับค่ายหนังฝรั่งเศส, หนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก วีรกรรมของยุวชนทหาร ก็อาจร่วมมือกับค่ายหนังญี่ปุ่น, หนังเกี่ยวกับกองพลเสือดำและจงอางศึกในสงครามเวียดนามก็อาจร่วมมือกับค่ายหนัง Hollywood และเวียดนาม เป็นต้น

เมื่อพูดถึงหนังประวัติศาสตร์สงคราม ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขอการสนับสนุนจากกองทัพไทย นำกำลังพลและยุทโธปกรณ์มาเข้าฉาก แต่ไม่ว่าหนังจะใหญ่แค่ไหนก็ตาม การจะลงทุนเอาเครื่องบินขับไล่ F-16 ขึ้นบินไปทิ้งระเบิดเผากระท่อมหลายๆเที่ยวคงจะไม่คุ้มค่าแน่นอน เรื่องนี้สามารถแก้ไขได้โดยการใช้ stock footage พูดง่ายๆคือเวลาทหารมีการฝึกหรือซ้อมรบก็ให้ถ่ายภาพหรือวิดีโอยุทโธปกรณ์ต่างๆขณะปฏิบัติการเก็บไว้หลายๆมุม แล้วเปิดโอกาสให้นำไปใช้ตัดต่อใส่ในหนังได้ ซึ่งต่างประเทศรวมถึงสหรัฐฯก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน ยกตัวอย่างหนัง Transformers: Revenge of the Fallen ฉากที่กองทัพสหรัฐฯสั่งเริ่มปฏิบัติการพายุเพลิง ส่งกองกำลังเข้าไปปะทะกับดีเซปติคอนส์ในอียิปต์นั้นถ้าสังเกตดีๆจะพบว่าเครื่องบินขับไล่ F/A-18 ที่ขึ้นบินจากเรือบรรทุกเครื่องบินนั้นไม่ได้ติดอาวุธ มีแค่ถังน้ำมันสำรองเท่านั้น ขณะที่เครื่องบินขับไล่ F-16 ก็ติดจรวดสีส้มที่ใช้ในการฝึก ทั้งนี้เพราะฉากดังกล่าวมาจากการตัดต่อคลิปการฝึกของกองทัพสหรัฐฯมารวมๆกันนั่นเอง

เอาล่ะครับ หลังจากเสนอแนะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงการสร้างหนังรักชาติไปพอหอมปากหอมคอ ผมก็ขอจบบทความเท่านี้ก่อน เน้นย้ำอีกครั้งว่าผมสนับสนุนการสร้างหนังประวัติศาสตร์เต็มที่ แต่ไม่อยากให้โฟกัสที่ความรักชาติมากเกินไป ควรคิดถึงเรื่องอื่นๆโดยเฉพาะเรื่องความคุ้มค่ารายได้ด้วย ทั้งนี้หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนใจจะให้ผมไปช่วยงาน ผมก็ยินดีนะครับ ผมอยากให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ และหนังประวัติศาสตร์จะกลับมาเป็นที่นิยมในประเทศไทยอีกครั้ง

สวัสดี

19.01.2021

แสดงความคิดเห็น