คลัสเตอร์บอมบ์เป็นอาวุธที่ถูกแบน … จริงหรือ ?

ภาพหัวรบของจรวด MGR-1 Honest John ของสหรัฐฯสมัยสงครามเย็น ภายในบรรจุระเบิดขนาดเล็ก M134 บรรจุก๊าซซาริน
(U.S. Army, original print located at Rocky Mountain Arsenal, Commerce City, Colorado)

ระหว่างการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปี ค.ศ.2011 กัมพูชากล่าวหากองทัพไทยว่าใช้งานคลัสเตอร์บอมบ์ (Cluster Bomb) ส่งผลให้เกิดประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง มีควันหลงมาถึงปัจจุบัน ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับคลัสเตอร์บอมบ์ รวมถึงทำความเข้าใจว่าตกลงแล้วอาวุธชนิดนี้ถูกนานาชาติแบนจริงหรือไม่

คลัสเตอร์บอมบ์เป็นระเบิดประเภทหนึ่ง ที่สามารถทิ้งจากอากาศยานหรือยิงจากภาคพื้นดินก็ได้ โดยภายในหัวรบมีการบรรจุระเบิดขนาดเล็ก (smaller munitions หรือ bomblets) จำนวนมากเอาไว้ เมื่อหัวรบหลักถูกยิงหรือตกเหนือเป้าหมายแล้ว เปลือกหุ้มก็จะแตกตัวออก ปล่อยระเบิดขนาดเล็กออกมาสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยระเบิดขนาดเล็กที่บรรจุในคลัสเตอร์บอมบ์นั้นมีให้เลือกใช้งานหลากหลายประเภท เช่นระเบิดแรงสูง ระเบิดเพลิง ระเบิดสังหารบุคคล ระเบิดติดหัวรบเคมี เป็นต้น คลัสเตอร์บอมบ์มีการใช้งานอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ตัวอย่างคลัสเตอร์บอมบ์ที่มีชื่อเสียงสมัยนั้นเช่น Butterfly Bomb ของเยอรมนี (ใครเคยเล่นเกม Company of Heroes น่าจะคุ้นเคยดี) อย่างไรก็ตามคลัสเตอร์บอมบ์ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดมักจะเป็นแบบ Mine-laying หรือกับระเบิดนั่นเอง ซึ่งเมื่อระเบิดขนาดเล็กตกถึงพื้นแล้วจะไม่ระเบิดทันที รอให้ทหารหรือยานพาหนะของข้าศึกมาเหยียบ ระเบิดชนิดนี้ประเทศมหาอำนาจเช่นสหรัฐฯนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ระหว่างสงครามเวียดนาม ค.ศ.1964 – 1973 มีระเบิดขนาดเล็กกว่า 80 ล้านลูกที่ยังไม่ระเบิด กลายเป็นมัจจุราช รอให้คน สัตว์ หรือพาหนะที่โชคร้ายมาเหยียบเข้า ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากจนถึงปัจจุบัน แม้สงครามเวียดนามจะยุติไปหลายสิบปีแล้วก็ตาม นอกเหนือจากสหรัฐฯแล้ว สหภาพโซเวียตก็มีการใช้งานคลัสเตอร์บอมบ์ในอัฟกานิสถานเช่นกัน

ภาพฐานยิงระบบป้องกันภัยทางอากาศ SA-2 ของเวียดนามเหนือถูกทำลายโดยคลัสเตอร์บอมบ์ (US Air Force photo)

การที่คลัสเตอร์บอมบ์สามารถสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน แม้สงครามจะยุติไปนานแล้ว ส่งผลให้หลายประเทศพยายามเรียกร้องให้มีการห้ามใช้งานคลัสเตอร์บอมบ์ โดยมีการทำข้อตกลง Conventional on Cluster Munitions (CCM) ที่กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ.2008 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ.2010 หลังจากมีประเทศต่างๆกว่า 30 ประเทศให้สัตยาบัน จนถึงปัจจุบันมีประเทศที่ให้สัตยาบันในข้อตกลงนี้แล้วกว่า 110 ประเทศทั่วโลก และมีอีก 10 ประเทศที่ลงนามในข้อตกลงแล้วแต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน ถึงตอนนี้ผู้อ่านอาจคิดว่าคลัสเตอร์บอมบ์คงจะเป็นอาวุธที่ถูกแบน ห้ามนำออกมาใช้งานแล้วแน่นอน เพราะมีข้อตกลงระดับนานาชาติซึ่งมีประเทศต่างๆเกินครึ่งโลกเข้าร่วมแล้ว แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมากครับ

แม้ปัจจุบันแนวคิดเสรีนิยม การประสานผลประโยชน์และความร่วมมือระหว่างประเทศจะแพร่หลายมากขึ้น แต่ความจริงแล้วอำนาจอธิปไตยของชาติยังคงมีความสำคัญสูงสุด กฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศจะสามารถบังคับใช้ได้ต่อเมื่อประเทศต่างๆลงนามและให้สัตยาบันในข้อตกลงดังกล่าวแล้วเท่านั้น ย้ำว่าหลังลงนามแล้วต้องให้สัตยาบันด้วยจึงจะมีผลบังคับใช้กับประเทศนั้นได้ ในกรณีของคลัสเตอร์บอมบ์ก็เช่นกัน แม้จะมีประเทศที่ให้สัตยาบันในข้อตกลงดังกล่าวแล้วถึง 110 ประเทศ แต่ก็มีผลบังคับเฉพาะกับ 110 ประเทศนั้นเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงประเทศอื่นๆที่ไม่ได้เข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าวแต่อย่างใด พูดง่ายๆคือการใช้งานคลัสเตอร์บอมบ์จะผิดกฎหมายระหว่างประเทศต่อเมื่อประเทศผู้ใช้งานเสล่อไปให้สัตยาบันใน CCM ก่อนหน้านั้นเอง แต่ถ้าประเทศไหนไม่ได้เข้าร่วมก็สามารถใช้คลัสเตอร์บอมบ์ได้ตามที่ต้องการ อย่างมากก็แค่ถูกประณามเท่านั้น คำถามถัดมาคือมีประเทศไหนที่เข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมใน CCM บ้าง แล้วไทยและกัมพูชาได้เข้าร่วมหรือไม่ ?

เนื่องจากประเทศต่างๆมีจำนวนมาก ผมคงไม่สามารถลิสต์รายชื่อเต็มๆในบทความนี้ได้ แต่จะขอกล่าวโดยภาพรวมว่าประเทศที่เข้าร่วม CCM ส่วนใหญ่เป็นประเทศในทวีปยุโรป แอฟริกา และโอเชียเนีย แต่ในทวีปเอเชียมีประเทศที่เข้าร่วมน้อยมาก แม้แต่ในอาเซียนซึ่งหลายประเทศได้รับผลกระทบจากคลัสเตอร์บอมบ์เยอะ ก็มีเพียงลาวและฟิลิปปินส์เท่านั้นที่เข้าร่วม นอกจากนี้ก็มีอินโดนีเซียอีกประเทศหนึ่งที่ลงนามใน CCM แล้วแต่ยังไม่ให้สัตยาบัน ในทางปฏิบัติก็คือยังไม่เข้าร่วมนั่นเอง ส่วนประเทศอื่นๆทั้งไทย กัมพูชา สิงคโปร์ เวียดนาม เมียนมาร์ ฯลฯ ไม่ได้เข้าร่วม CCM แต่อย่างใด เท่ากับว่าต่อให้ไทยใช้คลัสเตอร์บอมบ์จริงก็ไม่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด เพราะไทยไม่ได้เข้าร่วม CCM ตั้งแต่ต้น และกัมพูชาก็ไม่มีสิทธิโวยด้วยเพราะตัวเองก็ไม่ได้เข้าร่วมเช่นกัน

ถึงตอนนี้หลายท่านก็อาจสงสัยอีกว่าถึงแม้การใช้งานคลัสเตอร์บอมบ์จะไม่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ถ้าผู้งานไม่ได้เข้าร่วม CCM แต่จะส่งผลให้ถูกมองว่าเป็นประเทศด้อยพัฒนา บ้านป่าเมืองเถื่อนหรือเปล่า ? ผมขอบอกเลยว่าไม่ต้องกังวลไป เพราะประเทศมหาอำนาจทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย จีน อินเดีย อิสราเอล เกาหลีใต้ ฯลฯ ก็ไม่ได้เข้าร่วมใน CCM เช่นกัน แถมยังมีการสะสมและพัฒนาคลัสเตอร์บอมบ์รุ่นใหม่ๆออกมาใช้งานอย่างต่อเนื่องด้วย โดยปัจจุบันมีประเทศที่ยังมีคลัสเตอร์บอมบ์อยู่ในคลังอย่างน้อย 57 ประเทศ

ภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 Lancer ของสหรัฐฯทิ้งระเบิดคลัสเตอร์บอมบ์ (DoD photo, USAF)

เมื่อพูดถึง CCM ไปแล้ว ก็คงต้องพูดถึงสนธิสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) ค.ศ.1997 เช่นกัน ซึ่งปัจจุบันมีประเทศที่ให้สัตยาบันแล้วกว่า 164 ประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปยุโรป แอฟริกา โอเชียเนีย และอเมริกาใต้ โดยในอาเซียนมีประเทศที่เข้าร่วมแล้ว 5 ประเทศได้แก่ไทย กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ว่ามีความเกี่ยวข้องกับคลัสเตอร์บอมบ์หรือไม่ ผมขออธิบายแบบสั้นๆว่าสนธิสัญญาออตตาวาจะโฟกัสไปที่การห้ามใช้งานกับระเบิดเป็นหลัก ไม่ได้ครอบคลุมคลัสเตอร์บอมบ์โดยภาพรวม เรื่องคลัสเตอร์บอมบ์ให้ยึดถือ CCM เป็นหลัก ที่น่าสนใจคือประเทศมหาอำนาจทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย จีน อินเดีย อิสราเอล เกาหลีใต้ ฯลฯ ก็ไม่ได้เข้าร่วมสนธิสัญญาออตตาวาเช่นกัน แถมลาวซึ่งได้รับผลกระทบจากกับระเบิดมากและเป็นสมาชิกของ CCM ก็ไม่ได้เข้าร่วมสนธิสัญญาออตตาวา เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก

กล่าวโดยสรุป คลัสเตอร์บอมบ์จะถูกแบนต่อเมื่อประเทศผู้ใช้งานลงนามและให้สัตยาบันในข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องอย่าง CCM แล้วเท่านั้น แต่ถ้าประเทศไหนไม่ได้เข้าร่วมตั้งแต่ต้น CCM ก็จะไม่มีผลบังคับใช้แต่อย่างใด เป็นไปตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติมีความสำคัญสูงสุด เพราะในทางปฏิบัติถ้าสถานการณ์เข้าตาจน คงไม่มีประเทศไหนมาสนใจว่าอาวุธชนิดนั้นชนิดนี้ใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ต้องรักษาประเทศให้อยู่รอดก่อน หนึ่งในวิธีการควบคุมและลดอาวุธที่ดีที่สุดจึงอาจไม่ใช่การออกกฎหรือข้อตกลงห้ามใช้งานอาวุธชนิดนั้นโดยตรง แต่เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดสงครามขึ้นตั้งแต่ต้น โดยการพยายามประนีประนอมประสานผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย เป็นทฤษฎีเกมบวก หาทางลงให้ฝ่ายตรงข้าม ไม่กดดันให้เข้าตาจนมากเกินไป เป็นต้น

สวัสดี

06.02.2021

แสดงความคิดเห็น