กองพันรถถังหนัก (schwere Panzerabteilung) ของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง

ภาพรถถังหนัก Panzer VI Tiger II หรือ King Tiger สังกัดกองพันรถถังหนักที่ 503 จัดขบวนถ่ายวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อในปี ค.ศ.1944
ก่อนออกเดินทางไปประเทศฮังการี สังเกตสายพานรถถังในภาพเป็นสายพานแบบแคบซึ่งใช้สำหรับการขนส่ง
(Bundesarchiv, Bild 146-1975-102-14A / Hamann / CC-BY-SA 3.0)

เมื่อพูดถึงยุทโธปกรณ์ของกองทัพเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง หลายคนคงจะนึกถึงรถถังก่อนเป็นอันดับแรกๆ โดยเฉพาะรถถังหนัก (heavy tank) ในช่วงปลายสงครามเช่น Tiger I และ Tiger II หรือ King Tiger ซึ่งแทบจะเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง รถถังเหล่านี้แม้จะมีขีดความสามารถสูง แต่ก็ไม่ได้ปฏิบัติการแบบเดี่ยวๆตามที่มักปรากฏในหนัง Hollywood แต่จะสังกัดอยู่ในกองพันรถถังหนัก (schwere Panzerabteilung) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยรบสำคัญของเยอรมันตั้งแต่ช่วงกลางถึงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง

สาเหตุที่กองพันรถถังหนักของเยอรมันพึ่งจะปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในช่วงกลางสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเพราะตามหลักนิยมสงครามสายฟ้าแลบ (Blitzkrieg) ต้นฉบับของไฮนซ์ กูเดเรียน (Heinz Guderian) ปฏิบัติการของกองทัพเยอรมันจะเน้นความรวดเร็วคล่องตัวเป็นหลัก ซึ่งไม่เหมาะกับคุณสมบัติของรถถังหนัก โดยกองทัพเยอรมันจะใช้รถถังกลาง (medium tank) จำนวน 2 รุ่นเป็นกำลังรบหลักคือ Panzer III ติดอาวุธปืนใหญ่ขนาด 37 มิลลิเมตร (ภายหลังเปลี่ยนเป็นขนาด 50 มิลลิเมตร) สำหรับต่อสู้รถถัง และรถถัง Panzer IV ติดปืนใหญ่ขนาด 75 มิลลิเมตร ลำกล้องสั้น สำหรับสนับสนุนทหารราบ (ภายหลังเปลี่ยนเป็นแบบลำกล้องยาวเพื่อต่อสู้รถถัง)

แม้รถถัง Panzer III และ Panzer IV จะเป็นกำลังรบหลักของเยอรมนี คว้าชัยชนะในสมรภูมิสำคัญๆในช่วงต้นสงครามทั้งในยุโรปตะวันตกและแอฟริกาเหนือ แต่ทว่าในแนวรบด้านตะวันออก เมื่อเยอรมนีเผชิญหน้ากับรถถังรุ่นใหม่ๆของสหภาพโซเวียตได้แก่รถถังกลาง T-34 และรถถังหนัก KV-1 และ KV-2 เยอรมนีก็พบว่าตัวเองมีความต้องการรถถังหนักที่มีเกราะหนาและอำนาจการยิงสูงขึ้น ได้แก่รถถังแบบ Tiger I ซึ่งเข้าประจำการช่วงปลายปี ค.ศ.1942 นำไปสู่การจัดตั้งกองพันรถถังหนักในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1942 – 1943 โดยในช่วงแรกๆเยอรมนีจะจัดกองพันรถถังหนักให้มีทั้งรถถังหนักและรถถังกลางผสมกัน เช่นมีรถถัง Tiger I จำนวน 20 คันและ Panzer III จำนวน 16 คัน เป็นต้น ก่อนที่ภายหลังจะจัดให้มีเฉพาะรถถังหนัก Tiger I และ King Tiger (เข้าประจำการในปี ค.ศ.1944) จำนวน 45 คัน ประกอบด้วยกองร้อยรถถังหนัก 3 กองร้อยๆ ละ 14 คันและรถบัญชาการอีก 3 คัน เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ภารกิจหลักของกองพันรถถังหนักคือการเป็นหัวหอกเจาะทะลวงแนวหน้าของข้าศึก เปิดทางให้ยานเกราะประเภทอื่นๆและทหารราบเคลื่อนที่ผ่านไป หลังเจาะแนวข้าศึกได้แล้ว รถถังหนักก็จะถอนตัวกลับไปที่แนวหลังเพื่อทำการซ่อมบำรุงก่อนจะรับภารกิจเจาะแนวหน้าของข้าศึกบริเวณอื่นต่อไป ด้วยเหตุนี้ในทางทฤษฎีการที่รถถังเยอรมันโดยเฉพาะตระกูล Tiger มีความซับซ้อน ต้องการการซ่อมบำรุงรักษาสูง จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อหลักนิยมของกองทัพเยอรมันแต่อย่างใด ปัญหาคือในทางปฏิบัติหลังสมรภูมิคูร์ส (Battle of Kursk) ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1943 เยอรมนีกลายเป็นฝ่ายตั้งรับ ต้องคอยรับมือฝ่ายสัมพันธมิตรที่ค่อยๆรุกเข้ามาทุกด้านทั้งในแนวรบด้านตะวันออก แนวรบด้านอิตาลี และแนวรบด้านตะวันตกหลังวัน D-Day ส่งผลให้กองพันรถถังหนักของเยอรมันต้องเคลื่อนกำลังสลับไปมาระหว่างแนวหน้าต่างๆเพื่ออุดช่องว่างในแนวหน้าของเยอรมันอยู่ตลอด ไม่มีเวลาพักซ่อมบำรุงรถถังอย่างเพียงพอ ประกอบกับช่วงปลายสงครามเยอรมนีประสบปัญหาขาดแคลนทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ส่งผลให้กองพันรถถังหนักแทบไม่เคยมีรถถังอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเต็มอัตราเลย

แม้จะประสบปัญหาขาดแคลนรวมถึงต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามที่มีกำลังพลมากกว่า แต่กองพันรถถังหนักของเยอรมันก็แสดงขีดความสามารถ เป็นที่ครั่นคร้ามของข้าศึก โดยกองพันรถถังหนักของเยอรมันสามารถทำลายรถถังฝ่ายสัมพันธมิตรได้รวมกันถึง 9,850 คัน โดยที่สูญเสียรถถังไปเพียง 1,715 คันเท่านั้น คิดเป็นอัตราส่วนโดยเฉลี่ยประมาณ 5.74 ต่อ 1 เสือรถถังที่มีชื่อเสียงของเยอรมันจำนวนมากก็สังกัดอยู่ในกองพันรถถังหนักเหล่านี้เช่น มิคาเอล วิทท์มานน์ (Michael Wittmann) สังกัดกองพันรถถังหนักเอสเอสที่ 501 (schwere SS-Panzerabteilung 501) แต้มทำลายรถถังข้าศึก 138 คัน ออตโต คาริอุส (Otto Carius) สังกัดกองพันรถถังหนักที่ 502 (schwere Panzerabteilung 502) แต้มทำลายรถถังข้าศึก 150 คัน และคูร์ท คนิสเปล (Kurt Knispel) สังกัดกองพันรถถังหนักที่ 503 (schwere Panzerabteilung 503) แต้มทำลายรถถังข้าศึก 168 คัน เป็นต้น

สวัสดี

19.02.2021

แสดงความคิดเห็น