ปืนใหญ่สนาม D-44 ขนาด 85 มิลลิเมตร ของสหภาพโซเวียต

ภาพปืนใหญ่สนาม D-44 ขนาด 85 มิลลิเมตรของสหภาพโซเวียต
(Torin/ Wikimedia Commons/ Public Domain)

เมื่อปืนใหญ่สนาม ZiS-2 หรือ M1942 ขนาด 76 มิลลิเมตรมีขีดความสามารถไม่เพียงพอรับมือรถถังเยอรมันรุ่นใหม่ในปี ค.ศ.1943 อย่าง Panther และ Tiger I อีกต่อไป สหภาพโซเวียตก็มีความจำเป็นต้องพัฒนาปืนใหญ่สนามรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน โดยโซเวียตได้นำลำกล้องปืนใหญ่ขนาด 85 มิลลิเมตรของรถถัง T-34/85 มาพัฒนาต่อยอดเป็นปืนใหญ่สนาม D-44 ซึ่งมีอัตราการยิงสูงสุดถึง 20 – 25 นัดต่อนาที (ในทางปฏิบัติอัตราการยิงจะอยู่ที่ประมาณ 15 นัดต่อนาที) เริ่มเข้าสู่สายการผลิตอย่างจำกัดระหว่างปี ค.ศ.1944 – 1945 ส่งผลให้ไม่ทันใช้งานในสงครามโลกครั้งที่สอง กว่าปืนใหญ่รุ่นนี้จะเริ่มผลิตจำนวนมากจริงๆก็ต้องรอถึงปี ค.ศ.1948 – 1950 ซึ่ง D-44 ถูกผลิตออกมากกว่าปีละ 2,000 กระบอก D-44 อยู่ในสายการผลิตจนถึงปี ค.ศ.1953 ผลิตออกมาทั้งหมดราว 10,800 กระบอก

แม้จะมีอัตราการยิงสูง ใช้งานได้อเนกประสงค์ และสามารถเจาะเกราะรถถังได้หนากว่าปืนใหญ่สนามรุ่นก่อนหน้า แต่ D-44 ก็มีจุดอ่อนคือมีน้ำหนักเกือบ 2 ตัน ส่งผลให้การย้ายที่ตั้งต้องใช้รถบรรทุกลากเท่านั้น ขาดความคล่องตัว ในช่วงทศวรรษ 1950 จึงมีการอัพเกรดปืนใหญ่สนาม D-44 จำนวน 697 กระบอกของทหารพลร่ม (VDV) ติดระบบช่วยขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (APU) ซึ่งสามารถบรรทุกกระสุนในตัวด้วย 10 นัด เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ เรียกว่ารุ่น SD-44 เข้าประจำการในปี ค.ศ.1954 และต่อมาในช่วงยุค 60 ก็มีการพัฒนารุ่น D-44N สำหรับการรบในเวลากลางคืนขึ้นมา

แม้ D-44 จะผลิตออกมาไม่ทันใช้งานในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่โซเวียตก็ส่งปืนใหญ่สนามรุ่นนี้ให้ประเทศพันธมิตรสมัยสงครามเย็นใช้งาน ทั้งประเทศยุโรปตะวันออกที่เป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ (Warsaw Pact) ประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง แอฟริกา และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยสงครามเวียดนาม ปัจจุบัน D-44 ยังมีใช้งานในหลายประเทศทั่วโลกเช่นแอลจีเรีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน คิวบา ปากีสถาน (เป็นรุ่น Type-56 ของจีน) ยูเครน เวียดนาม ฯลฯ

สวัสดี

18.04.2021

แสดงความคิดเห็น