“88 มิลลิเมตร” ปืนต่อสู้อากาศยานและปืนใหญ่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง

“88 มิลลิเมตร” เป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์ของเยอรมันที่มีชื่อเสียงที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะในฐานะอาวุธต่อสู้รถถัง ซึ่งสามารถทำลายรถถังของฝ่ายสัมพันธมิตรได้แทบทุกรุ่นจากระยะไกล แต่ต้นกำเนิดของ “88 มิลลิเมตร” จริงๆแล้วคือปืนต่อสู้อากาศยาน

ประวัติของปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 88 มิลลิเมตรสามารถย้อนกลับไปได้ถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งมีการนำอากาศยานมาใช้งานทางทหารอย่างแพร่หลายเป็นครั้งแรก เมื่อมีการนำอากาศยานมาใช้ แน่นอนว่าอาวุธสำหรับแก้ทางก็ต้องถูกพัฒนาขึ้นมาควบคู่กัน โดยช่วงแรกๆกองทัพประเทศต่างๆเพียงแต่นำปืนใหญ่มาดัดแปลงให้มีมุมยิงสูงขึ้นเพื่อใช้ยิงอากาศยานเท่านั้น แต่ทุดท้ายทุกฝ่ายก็เรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล จำเป็นต้องมีการพัฒนาปืนต่อสู้อากาศยานโดยเฉพาะขึ้นมา ปืนต่อสู้อากาศยานรุ่นแรกของเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ Flak 16 ขนาด 88 มิลลิเมตร เข้าประจำการในปี ค.ศ.1917

ภาพปืนต่อสู้อากาศยาน Flak 16 ขนาด 88 มิลลิเมตรของเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (© IWM Q 44156)

หลังสงครามโฃกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง เยอรมนีถูกสนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles) จำกัดการพัฒนาทางทหาร บริษัทครุปป์ (Krupp) ของเยอรมนีจึงหันไปพัฒนาปืนต่อสู้อากาศยานรุ่นใหม่ร่วมกับบริษัทโบฟอร์ส (Bofors) ของสวีเดน ซึ่งครุปป์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1921 แทน มีการพัฒนาปืนต่อสู้อากาศยานต้นแบบขนาด 75 มิลลิเมตรออกมา แต่กองทัพเยอรมันไม่ประทับใจขีดความสามารถมากนัก ภายหลังจึงมีการพัฒนาต้นแบบปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 88 มิลลิเมตรรุ่น Flak-18 ออกมาในปี ค.ศ.1928 มีอัตราการยิงสูงสุดถึง 15 – 20 นัดต่อนาที ใช้ได้อเนกประสงค์ทั้งในภารกิจต่อสู้อากาศยาน และสามารถใช้กับเป้าหมายภาคพื้นดินทั้งทหารราบและยานเกราะด้วย Flak-18 เริ่มเข้าสู่สายการผลิตจำนวนมากหลังอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ขึ้นสู่อำนาจในปี ค.ศ.1933 และในปี ค.ศ.1936 ก็ถูกส่งไปทดสอบในสงครามกลางเมืองสเปน (Spanish Civil War) ใช้งานโดยกองพลคอนดอร์ (Condor Legion) ซึ่งฮิตเลอร์ส่งไปสนับสนุนนายพลฟรังโก (Francisco Franco) ในสงครามนี้ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 88 มิลลิเมตรก็ได้แสดงขีดความสามารถในการต่อสู้รถถังเป็นครั้งแรก

เยอรมนีนำประสบการณ์จากสงครามกลางเมืองสเปนมาพัฒนา Flak 18 ต่อยอดไปเป็น Flak 36 และ Flak 37 ซึ่งมีอัตราการยิงสูงสุดถึง 25 นัดต่อนาที (ในทางปฏิบัติอยู่ที่ 12 – 15 นัดต่อนาที) สามารถยิงเป้าหมายอากาศยานที่เพดานบินสูงกว่า 14 กิโลเมตรและยิงเป้าหมายภาคพื้นดินที่ระยะไกลสุดประมาณ 10 กิโลเมตร เมื่อเยอรมนีบุกฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1940 พลตรีเออร์วิน รอมเมล (Erwin Rommel) ผู้บัญชาการกองพลยานเกราะที่ 7 (7th Panzer Division) ฉายากองพลผี (Ghost Division) ได้ใช้ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 88 มิลลิเมตรตอบโต้การรุกของฝ่ายสัมพันธมิตรที่อาร์ราส (Battle of Arras) สามารถทำลายรถถัง Matilda II ของอังกฤษซึ่งมีเกราะหนาเกินกว่าที่ปืนใหญ่ต่อสู้รถถัง Pak 36 ขนาด 37 มิลลิเมตรของเยอรมันจะยิงเข้าได้เป็นจำนวนมาก เป็นการแสดงให้เห็นขีดความสามารถของ “88 มิลลิเมตร” ในฐานะอาวุธต่อสู้รถถังอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้น Flak 36 และ Flak 37 ก็ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในทุกแนวรบทั้งในแนวรบด้านตะวันออก สมรภูมิทะเลทรายแอฟริกาเหนือ อิตาลี และในยุโรปตะวันตกหลังการยกพลขึ้นบกในวัน D-Day และได้รับการพัฒนาต่อยอดไปเป็นอาวุธหลักของรถถัง Tiger I ด้วย

ภาพปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 88 มิลลิเมตรของ Afrika Korps ของรอมเมลในสมรภูมิแอฟริกาเหนือ เดือนมิถุนายน ค.ศ.1942
(Bundesarchiv, Bild 101I-443-1599-20 / Zwilling, Ernst A. / CC-BY-SA 3.0)

แม้ Flak 36 และ Flak 37 จะเป็นอาวุธต่อสู้รถถังที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กองทัพบกเยอรมันกำลังรอให้ปืนใหญ่ต่อสู้รถถังรุ่นใหม่ๆเข้าประจำการ แต่ผู้ใช้งานหลักก็ยังคงเป็นกองทัพอากาศเยอรมัน (Luftwaffe) ในภารกิจต่อสู้อากาศยาน โดยเฉพาะการรับมือกับเครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีขนาดใหญ่และเพดานบินสูงขึ้นเรื่อยๆ ในปี ค.ศ.1941 เยอรมนีได้พัฒนาปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 88 มิลลิเมตรรุ่นใหม่ที่มีลำกล้องยาวขึ้นคือ Flak 41 ผลิตโดยบริษัทไรน์เมทัล (Rheinmetall) สำหรับรับมือเครื่องบินทิ้งระเบิดที่เพดานบินสูงโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม Flak 41 มีความซับซ้อนสูง ต้องการการบำรุงรักษามาก จึงถูกใช้งานภายในประเทศเยอรมนีเท่านั้น

ในช่วงเวลาเดียวกับที่บริษัทไรน์เมทัลพัฒนา Flak 41 บริษัทครุปป์ก็พัฒนา “88 มิลลิเมตร” รุ่นที่ออกแบบมาเป็นปืนใหญ่ต่อสู้รถถังโดยเฉพาะคือปืนใหญ่ต่อสู้รถถัง Pak 43 เข้าประจำการในปี ค.ศ.1943 แต่การผลิตประสบความล่าช้า เนื่องจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร ประกอบกับเยอรมนีมีปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ จึงต้องนำชิ้นส่วนจากยุทโธปกรณ์รุ่นอื่นๆมาช่วยผลิตปืนใหญ่ต่อสู้รถถังขนาด 88 มิลลิเมตรเรียกว่ารุ่น Pak 41 อย่างไรก็ตามขีดความสามารถของ Pak 41 และ Pak 43 นั้นแทบไม่ต่างกัน ภายหลังปืนใหญ่ต่อสู้รถถังสองรุ่นนี้จึงถูกเรียกรวมๆกันว่า Pak 43/41 มีระยะยิงไกลสุด 15 กิโลเมตร สามารถเจาะเกราะด้านหน้าของรถถังฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทุกรุ่น รวมถึงรถถังหนัก IS-2 ของโซเวียตด้วย จุดอ่อนคือมีน้ำหนักมากกว่า 3.6 ตัน ส่งผลให้ขาดความคล่องตัวในการย้ายที่ตั้ง จึงมีการติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้รถถังขนาด 88 มิลลิเมตรในยานเกราะล่ารถถังได้แก่ Nashorn, Ferdinand/ Elefant และ Jagdpanther รวมถึงยังเป็นอาวุธหลักของรถถัง King Tiger ด้วย

ภาพปืนใหญ่ต่อสู้รถถัง Pak 43 ขนาด 88 มิลลิเมตร
(Bundesarchiv, Bild 101I-698-0038-07 / CC-BY-SA 3.0)

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง “88 มิลลิเมตร” ยังคงถูกใช้งานในหลายประเทศต่อไปอีกหลายปี เช่นฝรั่งเศสได้ใช้งานปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 88 มิลลิเมตรที่ยึดได้ต่อเนื่องไปจนถึงปี ค.ศ.1953 ขณะที่สหภาพโซเวียตก็ส่งปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 88 มิลลิเมตรที่ยึดได้ ให้เวียดนามเหนือใช้ป้องกันการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯในสงครามเวียดนาม ช่วงต้นยุค 60 เป็นต้น

สวัสดี

21.04.2021

แสดงความคิดเห็น