พันเซอร์เกรนาเดียร์ (Panzergrenadier) ทหารราบยานยนต์/ยานเกราะเยอรมัน

สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แม้อังกฤษจะนำรถถัง Mark I มาใช้งานเป็นครั้งแรกในสมรภูมิลุ่มแม่น้ำซอมม์ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน ค.ศ.1916 เพื่อสนับสนุนทหารราบ ฝ่าแนวป้องกันของเยอรมัน อย่างไรก็ตามกว่ารถถังจะถูกใช้งานอย่างได้ผลจริงๆก็ต้องรอถึงปี ค.ศ.1918 สาเหตุหนึ่งเพราะก่อนหน้านั้นเมื่อรถถังตีฝ่าแนวสนามเพลาะของเยอรมันเข้าไปแล้ว ทหารราบมักจะตามรถถังไม่ทัน ส่งผลให้โมเมนตัมในการรบเสียไป หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง การปฏิบัติการร่วมกันระหว่างทหารราบและรถถังถือเป็นประเด็นหนึ่งที่นักการทหารต่างให้ความสนใจ เมื่อหน่วยทหารราบและรถถังมีความเร็วไม่เท่านั้น วิธีแก้ปัญหาจึงมีหลักๆ 2 วิธี วิธีแรกคือลดความเร็วของรถถังให้เท่ากับทหารราบ ซึ่งบางประเทศเช่นอังกฤษและฝรั่งเศสเลือกใช้ นำไปสู่การพัฒนารถถังสำหรับสนับสนุนทหารราบ (Infantry tank) เช่นรถถัง Matilda II ซึ่งต่อมาได้รับฉายาว่าราชินีแห่งทะเลทราย ลักษณะของรถถังประเภทนี้คือหุ้มเกราะหนา เพื่อสนับสนุนทหารราบในแนวหน้า แต่ก็แลกมาด้วยการมีความเร็วต่ำ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเพราะยังไงรถถังประเภทนี้ก็ต้องเคลื่อนที่ไปพร้อมกับทหารราบเดินเท้าอยู่แล้ว ในทางตรงกันข้าม วิธีแก้ปัญหาวิธีที่สองก็คือการเพิ่มความเร็วของทหารราบให้เท่ากับรถถัง ด้วยการจัดหารถบรรทุกหรือรถกึ่งสายพานให้ทหารราบนั่งไปพร้อมกับรถถังเลย โดยนายพลไฮนซ์ กูเดเรียน (Heinz Guderian) ของเยอรมนีได้นำวิธีนี้ไปประยุกต์ใช้ในสงครามสายฟ้าแลบ (Blitzkrieg) ในสงครามโลกครั้งที่สอง

ภาพพันเซอร์เกรนาเดียร์และรถกึ่งสายพาน Sd.Kfz.251 ของเยอรมันในสหภาพโซเวียต เดือนสิงหาคม ค.ศ.1942
(Bundesarchiv, Bild 101I-217-0494-34 / Geller / CC-BY-SA 3.0)

โดยปกติถ้าทหารราบใช้ยานพาหนะที่ไม่ได้หุ้มเกราะ เช่นรถบรรทุก จะถูกเรียกว่าทหารราบยานยนต์ (Motorized infantry) แต่ถ้าใช้ยานพาหนะหุ้มเกราะเช่นรถกึ่งสายพาน หรือในปัจจุบันคือรถสายพานลำเลียงพลและรถรบทหารราบ จะถูกเรียกว่าทหารราบยานเกราะ (Mechanized infantry) อย่างไรก็ตามในกองทัพเยอรมันไม่มีการแบ่งแยกทหารราบยานยนต์และทหารราบยานเกราะแต่อย่างใด โดยในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งทหารราบยานยนต์และทหารราบยานเกราะเยอรมันต่างถูกเรียกรวมๆว่า Schützen และเมื่อมีการบัญญัติศัพท์พันเซอร์เกรนาเดียร์ (Panzergrenadier) ขึ้นในปี ค.ศ.1942 หน่วย Schützen ทั้งหมดก็กลายเป็นพันเซอร์เกรนาเดียร์

สาเหตุหนึ่งที่พันเซอร์เกรนาเดียร์ไม่มีการแยกระหว่างทหารราบยานยนต์และทหารราบยานเกราะ เกิดจากการที่กองทัพเยอรมันมีรถกึ่งสายพานหุ้มเกราะ Sd.Kfz. 251 ไม่พอใช้งาน โดยปกติกองพลพันเซอร์หรือพันเซอร์เกรนาเดียร์ 1 กองพลจะมีรถกึ่งสายพานพอใช้งานสำหรับกำลังพลเพียง 1 กองพันเท่านั้น กำลังพลที่เหลือส่วนใหญ่จะใช้รถบรรทุกเป็นพาหนะหลัก มีข้อยกเว้นเพียงไม่กี่กองพลเช่นกองพลพันเซอร์แลร์ (Panzer Lehr) ที่มีรถกึ่งสายพานเต็มอัตรา และกองพลพันเซอร์ที่ 2 กับกองพลพันเซอร์ที่ 21 ที่มีรถกึ่งสายพานอยู่ครึ่งหนึ่ง ดังนั้นพันเซอร์เกรนาเดียร์จึงสามารถเป็นได้ทั้งทหารราบยานยนต์และทหารราบยานเกราะ

ภาพรถกึ่งสายพาน Sd.Kfz. 251 ของเยอรมันในกรุงเบอร์ลิน ปี ค.ศ.1940
(Bundesarchiv, Bild 101I-801-0664-37 / CC-BY-SA 3.0)

ในช่วงแรกๆของสงครามโลกครั้งที่สอง พันเซอร์เกรนาเดียร์จะใช้รถกึ่งสายพานและรถบรรทุกเคลื่อนที่เข้าใกล้เป้าหมาย ก่อนจะลงจากรถแล้วทำการรบเหมือนทหารราบ แต่เมื่อสงครามดำเนินไป แล้วมีการติดอาวุธหนักบนรถกึ่งสายพานมากขึ้นเช่นปืนกล MG-42, ปืน ค., ปืนใหญ่ต่อสู้รถถัง, ปืนต่อสู้อากาศยาน ฯลฯ พันเซอร์เกรนาเดียร์ก็เริ่มเปลี่ยนไปยิงอาวุธจากบนรถมากขึ้น ไม่ค่อยลงจากรถมาทำการรบเหมือนทหารราบแล้ว ยกเว้นในเวลาจำเป็น

นอกจากรถกึ่งสายพานและรถบรรทุกแล้ว กำลังรบของพันเซอร์เกรนาเดียร์ก็ยังมีปืนใหญ่อัตตาจรและยานเกราะล่ารถถังเช่น Sturmgeschütz III หรือ StuG III และ Jagdpanther เป็นต้น โดยเฉพาะในช่วงปลายสงครามซึ่งกองทัพเยอรมันสูญเสียรถถังไปจำนวนมาก มีรถถังไม่พอใช้งาน ต้องใช้ปืนใหญ่อัตตาจรและยานเกราะล่ารถถังมาสนับสนุนทหารราบแทน แม้ยานเกราะประเภทนี้จะเหมาะสำหรับใช้ซุ่มโจมตีมากกว่าก็ตาม (ยานเกราะประเภทนี้ของเยอรมันมักไม่มีป้อมปืน การเปลี่ยนเป้าหมายมักต้องหันตัวรถทั้งคัน ขาดความคล่องตัว)

ภาพยานเกราะล่ารถถัง Jagdpanther ของเยอรมันในฝรั่งเศส ปี ค.ศ.1944
(Bundesarchiv, Bild 101I-717-0017-12 / Jesse / CC-BY-SA 3.0)

พันเซอร์เกรนาเดียร์ถือเป็นกำลังรบสำคัญของกองทัพเยอรมัน แก้ไขปัญหาที่หน่วยทหารราบไม่สามารถติดตามรถถังได้ทัน เป็นหนึ่งในมิตรแท้ของพลประจำรถถัง ช่วยให้สงครามสายฟ้าแลบประสบความสำเร็จ ตลอดสงครามโลกครั้งที่สองมีกำลังพลของพันเซอร์เกรนาเดียร์จำนวนมากได้รับเหรียญกล้าหาญ จากการที่หน่วยนี้ต้องปฏิบัติการอยู่ในแนวหน้าสุดแทบจะตลอดเวลา

สวัสดี

29.04.2021

แสดงความคิดเห็น