ไครเมียในสงครามโลกครั้งที่สอง ยุทธการล้อมเมืองเซวัสโตโปล

ภาพนายพลเอริช ฟอน มันชไตน์บัญชาการรบที่คาบสมุทรเคิร์ช เดือนพฤษภาคม ค.ศ.1942
(Wikimedia Commons/ Public Domain)

คาบสมุทรไครเมีย (Crimea) เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในทะเลดำ เป็นที่ตั้งกองเรือทะเลดำ (Black Sea Fleet) ของสหภาพโซเวียต มีฐานทัพอยู่ที่เมืองเซวัสโตโปล (Sevastopol) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไครเมีย สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองเซวัสโตโปลมีประชากรประมาณ 110,000 คน

ในช่วงแรกๆที่เยอรมนีบุกสหภาพโซเวียต เยอรมนีไม่ได้ให้ความสนใจไครเมียมากนัก เป้าหมายหลักของกลุ่มกองทัพภาคใต้ (Army Group South) คือกรุงเคียฟและยูเครนซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโซเวียต แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปในวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ.1941 เมื่อโซเวียตส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด Ilyushin DB-3 ของกองเรือทะเลดำ ขึ้นบินจากฐานทัพอากาศในไครเมีย ไปทิ้งระเบิดโรงกลั่นน้ำมันของโรมาเนีย หนึ่งในพันธมิตรอักษะของเยอรมนี จนเกิดไฟไหม้ติดต่อกันหลายวัน หลังจากนั้นโซเวียตก็ทิ้งระเบิดโรงกลั่นน้ำมันของโรมาเนียซ้ำอีกหลายครั้ง ส่งผลให้อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) วิตกกังวลมาก เพราะโรมาเนียเป็นแหล่งน้ำมันสำคัญของเยอรมนี วันที่ 23 กรกฎาคม ฮิตเลอร์จึงออกคำสั่งหมายเลข 33 (Fuehrer Directive No.33) ให้ความสำคัญกับปฏิบัติการของกลุ่มกองทัพภาคใต้มากขึ้น และต่อมาในวันที่ 12 สิงหาคม ฮิตเลอร์ก็ออกคำสั่งให้บุกยึดไครเมีย เพื่อกำจัดภัยคุกคามต่อโรงกลั่นน้ำมันของโรมาเนีย

ในช่วงเวลาเดียวกับที่ฮิตเลอร์สั่งให้กองทัพเยอรมันมุ่งลงใต้ ก็เกิดการสู้รบอย่างหนักที่เมืองท่าโอเดสซ่า (Odessa) ทางใต้ของยูเครนริมชายฝั่งทะเลดำ โดยกองทัพที่ 4 ของโรมาเนียพยายามบุกเข้ายึดเมืองนี้หลายครั้งตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม แต่ถูกทหารโซเวียตซึ่งได้รับการส่งกำลังบำรุงโดยกองเรือทะเลดำตีโต้กลับไปทุกครั้ง กว่าทหารโรมาเนียจะเข้าประชิดเมืองได้ก็ช่วงต้นเดือนกันยายน แต่ก็ถูกนาวิกโยธินโซเวียตยกพลขึ้นบกตลบหลังตีทหารโรมาเนียแตกไป 2 กองพล ทหารโซเวียตเตรียมพร้อมป้องกันเมืองโอเดสซ่าต่อไปจนถึงช่วงฤดูหนาว แต่แล้วก็มีข่าวร้ายว่ากองทัพที่ 11 ของเยอรมนีใต้บังคับบัญชาของนายพลเอริช ฟอน มันชไตน์ (Erich von Manstein) ได้ข้ามแม่น้ำนีเปอร์ (Dnieper) กำลังจะมาถึงไครเมียแล้ว โซเวียตจึงตัดสินใจยอมสละเมืองโอเดสซ่า อพยพทหารกลับไปป้องกันไครเมีย ปล่อยให้ทหารโรมาเนียเข้าเมืองโอเดสซ่าได้ในช่วงเย็นวันที่ 16 ตุลาคม

ภาพถ่ายเอริช ฟอน มันชไตน์ในเครื่องแบบยศพลตรี ปี 1938
(Bundesarchiv, Bild 183-H01758 / CC-BY-SA 3.0)

ช่วงปลายเดือนตุลาคม กองทัพที่ 11 ของเยอรมนีสมทบด้วยกำลังพลจากกองทัพที่ 3 และ 4 ของโรมาเนียตีกองทัพที่ 51 ของโซเวียตแตก แล้วบุกเข้าไครเมียอย่างรวดเร็ว ขณะที่กองทัพอากาศเยอรมันก็สามารถครองน่านฟ้าเหนือไครเมียได้อย่างสมบูรณ์ในวันที่ 27 ตุลาคม กองทัพโซเวียตถอยร่นลงไปตั้งหลักบริเวณแนวภูเขาทางใต้ของไครเมีย ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนพลไปสมทบกันที่เมืองเซวัสโตโปล

ในช่วงเวลาที่กำลังเสริมของโซเวียตค่อยๆเคลื่อนกำลังมาที่เซวัสโตโปล กองทัพเยอรมันก็กำลังมุ่งหน้ามาที่เมืองนี้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ฟีลิปป์ ออคเตียบร์สกี (Filipp Oktyabrsky) ผู้บัญชาการของโซเวียตที่เซวัสโตโปลได้เกณฑ์ประชาชนในเมืองออกไปช่วยสร้างแนวป้องกัน 3 ชั้น แต่ตัวเขาเองมีกรมนาวิกโยธินที่ 7 และ 8 เป็นกำลังรบแค่ 2 กรมเท่านั้น แม้จะเกณฑ์ลูกเรือของกองเรือทะเลดำมาช่วยแล้วก็มีกำลังพลรวมกันแค่ 20,000 นาย ไม่พอจะสู้กับกองทัพเยอรมันได้ ต้องหาทางถ่วงเวลาจนกว่ากำลังเสริมจะมาถึง

โชคดีที่รอบเมืองเซวัสโตโปลมีการสร้างป้อมปืนและป้อมปราการที่แข็งแกร่งอยู่หลายแห่ง เช่นป้อมปืนหมายเลข 30 และ 35 ซึ่งแต่ละป้อมมีป้อมปืนเรือขนาด 305 มิลลิเมตร 2 ป้อมๆละ 2 กระบอก มีอำนาจการยิงรุนแรง สามารถสกัดการเคลื่อนกำลังของกองทัพเยอรมันได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีป้อมสตาลิน (Fort Stalin) ซึ่งมีปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 76 มิลลิเมตรจำนวน 4 กระบอกเป็นศูนย์กลาง ตั้งอยู่บนเนินสูง ยากต่อการเข้าตี ป้อมปราการต่างๆเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการช่วยถ่วงเวลาจนทหารโซเวียตที่ถอยร่นมาจากพื้นที่ต่างๆในไครเมีย รวมถึงกำลังเสริมจากแผ่นดินใหญ่มาถึงเซวัสโตโปลได้ทันเวลา จนมีกำลังพลรวมกันมากกว่า 100,000 นาย แม้ทหารโซเวียตในเมืองเซวัสโตโปลจะมีกำลังพลมากขึ้นและอยู่ในป้อมค่ายที่แข็งแกร่ง แต่ก็ใช่ว่าจะตั้งรับกองทัพเยอรมันตามลำพังได้ กองทัพเยอรมันค่อยๆรุกคืบเข้าประชิดเมืองเซวัสโตโปล โดยฮิตเลอร์ออกคำสั่งให้กองทัพเยอรมันต้องยึดเซวัสโตโปลให้ได้ก่อนสิ้นปี ค.ศ.1941 เพื่อฟื้นฟูขวัญกำลังใจของกองทัพเยอรมันหลังปฏิบัติการไต้ฝุ่น (Operation Typhoon) ที่จะบุกยึดกรุงมอสโกล้มเหลว

เพื่อช่วยเหลือทหารที่เมืองเซวัสโตโปล วันที่ 26 และ 29 ธันวาคม กองทัพโซเวียตจากแผ่นดินใหญ่จึงยกพลขึ้นบกที่เมืองเคิร์ช (Kerch) และฟิโอโดเซีย (Feodosia) ทางตะวันออกของไครเมียตามลำดับ สามารถยึดคาบสมุทรเคิร์ช (Kerch Peninsular) กลับคืนไปได้ ปฏิบัติการของโซเวียตในครั้งนี้ส่งผลให้มันชไตน์ต้องระงับการเข้าตีการเข้าตีเซวัสโตโปล แล้วย้ายกองทัพที่ 11 ไปตีโต้ที่คาบสมุทรเคิร์ชจนสามารถยึดเมืองฟิโอโดเซียได้อีกครั้งในวันที่ 18 มกราคม ค.ศ.1942 จากนั้นการรุกของทั้งสองฝ่ายก็หยุดชะงักลง เท่ากับว่าเมืองเซวัสโตโปลสามารถยืนหยัดผ่านฤดูหนาวไปได้ และแผนของฮิตเลอร์ที่จะยึดเมืองนี้ให้ได้ภายในปี ค.ศ.1941 เพื่อฟื้นขวัญกำลังใจของกองทัพเยอรมันก็ประสบความล้มเหลว

ในปี ค.ศ.1942 เป้าหมายหลักของฮิตเลอร์คือการยึดครองแหล่งน้ำมันของโซเวียตบริเวณเทือกเขาคอเคซัส แต่ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการดังกล่าวได้ กองทัพเยอรมันต้องยึดไครเมียให้ได้ก่อน เพื่อคุ้มกันปีกของกองทัพเยอรมันที่จะมุ่งตรงไปยังเทือกเขาคอเคซัส ฮิตเลอร์จึงส่งกองพลยานเกราะที่ 22 (22nd Panzer Division) ไปเสริมกำลังให้มันชไตน์ ตีโต้กองทัพโซเวียตในคาบสมุทรเคิร์ช ฮิตเลอร์ยังให้มันชไตน์ใช้งานกองบินที่ 8 (8th Air Corps) ใต้บังคับบัญชาของโวลแฟรม ฟอน ริชโธเฟน (Wolfram Freiherr von Richthofen) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญภารกิจสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด (close air support หรือ CAS) อีกด้วย

ภาพ โวลแฟรม ฟอน ริชโธเฟน (คนขวามือ) ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1942
(Bundesarchiv, Bild 101I-452-0985-36 / Briecke / CC-BY-SA 3.0)

นอกจากมันชไตน์จะได้กำลังเสริมมาเพิ่มแล้ว ในช่วงเวลานี้นายทหารโซเวียตยังขัดแย้งกันเอง ทั้งในเรื่องยุทธวิธีว่าควรจะเป็นฝ่ายบุกหรือตั้งรับดี หรือถ้าจะตั้งรับแล้วจะวางแนวป้องกันที่ไหนบ้าง ส่งผลให้เมื่อกองทัพเยอรมันเปิดฉากเข้าตีในวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ.1942 กองทัพโซเวียตก็แตกพ่ายอย่างรวดเร็ว ต้องอพยพทหารข้ามช่องแคบเคิร์ชกลับไป ทำนองเดียวกับที่อังกฤษเคยอพยพทหารออกจากดันเคิร์ก (Dunkirk) แต่ครั้งนี้ไม่มีปาฏิหาริย์แต่อย่างใด โซเวียตมีเรือไม่พอ นอกจากนี้ยังถูกกองทัพอากาศเยอรมันโจมตีทางอากาศอย่างหนัก ทหารโซเวียตบางนายพยายามว่ายน้ำข้ามช่องแคบแต่ก็ถูกคลื่นซัดหายไป สุดท้ายโซเวียตสามารถอพยพทหารกลับไปได้เพียง 120,000 นาย มีทหารถูกทิ้งไว้มากกว่า 160,000 นาย ถูกสังหารหรือไม่ก็ตกเป็นเชลยของกองทัพเยอรมัน ตลอดการสู้รบนาน 5 เดือนในคาบสมุทรเคิร์ช กองทัพโซเวียตสูญเสียทหารไปเกือบ 600,000 นาย ขณะที่กองทัพเยอรมันและโรมาเนียสูญเสียทหารไปประมาณ 38,000 นาย

ภาพรถถัง Panzer IV ของเยอรมันบริเวณคาบสมุทรเคิร์ช เดือนพฤษภาคม ค.ศ.1942
(Bundesarchiv, B 145 Bild-F016223-0024 / CC-BY-SA 3.0)

ในช่วงเวลาเดียวกับที่กำลังเสริมของโซเวียตถูกตีแตกพ่ายข้ามช่องแคบเคิร์ชไปนั้น กองทัพที่ 11 ของเยอรมนีก็ระดมยิงถล่มเมืองเซวัสโตโปลเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ด้วยปืนใหญ่ขนาดต่างๆมากกว่า 1,000 กระบอก รวมถึงปืน ค.ยักษ์ขนาด 600 มิลลิเมตร Karl-Gerät จำนวน 2 กระบอก (Thor และ Odin) และปืนใหญ่ตั้งยิงบนรางรถไฟขนาด 800 มิลลิเมตร Schwerer Gustav หรือชื่อเล่นคือ Dora ซึ่งเป็นปืนใหญ่ขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยถูกใช้งานในประวัติศาสตร์ นายพลมันชไตน์ถึงกับกล่าวว่ากองทัพเยอรมันไม่เคยต้องใช้ปืนใหญ่มากขนาดนี้มาก่อน กระสุนปืนใหญ่เยอรมันลูกหนึ่งเจาะทะลุหลังคาป้อมปืนหมายเลข 30 ของโซเวียต ส่งผลให้ปืนใหญ่ 1 กระบอกใช้งานไม่ได้

แม้กองทัพเยอรมันจะระดมยิงถล่มเมืองเซวัสโตโปลอย่างหนัก แต่ก็ยังยึดเมืองไม่ได้สักที ฝ่ายโซเวียตก็ยิงปืนใหญ่ตอบโต้กลับมาเช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไปทั้งสองฝ่ายก็เริ่มขาดแคลนกระสุนปืนใหญ่ กองทัพเยอรมันจำเป็นต้องหาทางเผด็จศึกให้เร็วที่สุด วันที่ 7 มิถุนายน กองทัพเยอรมันใช้ปืน ค.ยักษ์ Thor และ Odin ยิงกระสุน 54 นัดถล่มป้อมปืนหมายเลข 30 แต่ก็ไม่สามารถทำให้ป้อมปืนของโซเวียตเงียบเสียงลงได้ ขณะที่กองทัพอากาศเยอรมันก็ส่งเครื่องบินรบออกปฏิบัติการมากกว่า 1,400 เที่ยวบิน เพื่อเปิดทางให้ทหารราบเยอรมัน แต่เมื่อทหารราบเยอรมันบุกเข้าตีที่มั่นของโซเวียตจริงๆก็เผชิญการต่อต้านอย่างหนัก จนการรุกของเยอรมันหยุดชะงักลงหลังจากเคลื่อนที่ไปได้ไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น ภายในวันเดียวมีทหารเยอรมันเสียชีวิตไป 340 นายและบาดเจ็บมากกว่า 2,000 นาย ถึงตอนนี้กองพลทหารราบของเยอรมันเกือบทุกกองพลมีกำลังพลไม่เต็มอัตรา บางกองพลถึงกับถูกยุบเพื่อนำกำลังพลไปเติมให้กองพลที่เหลือ กระสุนปืนใหญ่ก็ใกล้จะหมด ขณะที่กองทัพอากาศเยอรมันก็ใช้ระเบิดไปเกือบหมดแล้วเหมือนกัน วันที่ 9 มิถุนายน กองพลทหารราบที่ 345 ของโซเวียตทำการรุกตอบโต้กองทัพเยอรมัน สนับสนุนโดยป้อมปืนหมายเลข 30 และ 35 ส่งผลให้การรุกของเยอรมันหยุดชะงักลง

ภาพพลปืนกลของโซเวียตในเมืองเซวัสโตโปล
(RIA Novosti archive, image #668428 / Anatoliy Garanin / CC-BY-SA 3.0)

แม้โซเวียตจะสกัดการรุกของกองทัพเยอรมันได้ แต่แล้ว 4 วันถัดมาก็เกิดเหตุเรือลำเลียงชื่อจอร์เจีย (Georgia) ของโซเวียตซึ่งกำลังลำเลียงกำลังเสริมและกระสุนมาที่เซวัสโตโปลถูกระเบิดจมลง ส่งผลให้โซเวียตสูญเสียกระสุนมากกว่า 500 ตันและกำลังพลที่โดยสารมาบนเรือจำนวนมาก สถานการณ์ของโซเวียตเริ่มย่ำแย่ลง ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน กองทัพเยอรมันสามารถยึดป้อมสตาลินได้ มันชไตน์ใช้ประเด็นนี้จูงใจให้ฮิตเลอร์ส่งกำลังเสริมมาเพิ่มอีก 3 กรม รวมถึงอนุญาตให้มันชไตน์สามารถใช้งานกองบินที่ 8 ต่อไปได้ ตอนนี้ฝ่ายเยอรมันก็กำลังกดดันมากเช่นกัน เพราะใกล้กำหนดที่กองทัพเยอรมันจะเริ่มการรุกตามแผนน้ำเงิน (Case Blue) ไปยังแหล่งน้ำมันบริเวณเทือกเขาคอเคซัสและเมืองสตาลินกราด (Stalingrad) เข้าไปทุกที แต่ตอนนี้กำลังรบของเยอรมันจำนวนมากกลับติดอยู่ที่เมืองเซวัสโตโปล

วันที่ 17 มิถุนายน กองทัพเยอรมันบุกเข้าตีป้อมปืนหมายเลข 30 โดยใช้ปืนใหญ่ยิงทำลายทุ่งกับระเบิด เปิดทางให้ทหารราบเข้าประชิดตัวป้อมได้ ทหารโซเวียตพยายามต่อต้านเป็นเวลานานถึง 4 วัน ก่อนที่นายทหารโซเวียตคือพันตรีกริกอรี อเล็กซานเดอร์ (Grigory Aleksandrovich Aleksander) จะออกคำสั่งให้ทำลายป้อมทิ้ง เพื่อไม่ให้ทหารเยอรมันยึดได้ ตัวเขาและทหารบางส่วนพยายามหลบหนีโดยปลอมตัวเป็นพลเรือน แต่ถูกคนโซเวียตที่ให้ความร่วมมือกับทหารเยอรมันชี้ตัวจับกุมได้ ทหารเยอรมันนำตัวอเล็กซานเดอร์ไปที่เมืองซิมเฟอโรโปล (Simferopol) ก่อนจะทรมานแล้วยิงทิ้งในเวลาต่อมา

วันที่ 20 มิถุนายน กองทัพเยอรมันยึดชายฝั่งด้านเหนือของเมืองเซวัสโตโปลได้ ส่งผลให้เรือลำเลียงของโซเวียตไม่สามารถเข้าเทียบท่าเพื่อส่งกำลังเสริมและยุทโธปกรณ์ได้อีกต่อไป มีเพียงเรือขนาดเล็กและเรือดำน้ำที่พอจะเข้าเทียบท่าตามอ่าวเล็กๆที่เหลือได้ สถานการณ์ของโซเวียตย่ำแย่ลงทุกขณะ กองทัพอากาศโซเวียตพยายามใช้เครื่องบินลำเลียงในการส่งยุทโธปกรณ์มาส่งให้เมืองเซวัสโตโปล รวมถึงอพยพทหารที่บาดเจ็บกลับออกไป แต่กองทัพอากาศโซเวียตสามารถส่งยุทโธปกรณ์ให้เมืองเซวัสโตโปลได้มากสุดแค่วันละไม่กี่สิบตันเท่านั้น ในขณะที่กำลังพลในเมืองเซวัสโตโปลต้องการยุทโธปกรณ์วันละหลายร้อยตัน นอกจากนี้เครื่องบินลำเลียงยังสามารถลำเลียงทหารบาดเจ็บกลับออกไปได้ลำละ 25 นายเท่านั้น แต่มีทหารบาดเจ็บนอนเรียงรายอยู่หลายพันนาย นักบินถูกบังคับให้ต้องเลือกว่าจะพาทหารบาดเจ็บนายไหนกลับไปด้วย ส่วนที่เหลือจะต้องถูกทิ้งไว้ วันที่ 26 มิถุนายน เรือดำน้ำ S-32 ของโซเวียตซึ่งกำลังลำเลียงเชื้อเพลิงและกระสุนปืน ค. มาที่เซวัสโตโปลถูกทิ้งระเบิดจมลง ส่งผลให้โซเวียตยิ่งขาดแคลนยุทโธปกรณ์เข้าไปอีก แต่ทหารโซเวียตทางใต้ของเมืองเซวัสโตโปลก็ยังไม่ยอมแพ้

ภาพทหารเยอรมันมุ่งหน้าไปยังเมืองเซวัสโตโปลที่กำลังไฟไหม้ เดือนมิถุนายน ค.ศ.1942
(Wikimedia Commons/ Public Domain)

กองทัพน้อยที่ 30 ของเยอรมนีพยายามเข้าตีเมืองเซวัสโตโปลจากทางใต้ แต่ถูกทหารโซเวียตต่อต้านอย่างหนักจนการรุกหยุดชะงักลง มันชไตน์ส่งทหารโรมาเนียไปเสริมกำลังให้กองทัพน้อยที่ 30 แต่ก็ยังไม่สามารถฝ่าแนวป้องกันของโซเวียตเข้าไปได้ ประกอบกับกองบินที่ 8 ของเยอรมนีถูกย้ายไปสนับสนุนแนวรบด้านอื่น ส่งผลให้มันชไตน์สูญเสียกำลังรบสำคัญไป ถ้าจะย้ายกำลังพลของกองทัพเยอรมันจากฝั่งเหนือของเซวัสโตโปลไปสนับสนุนกองทัพน้อยที่ 30 ทางใต้ก็ต้องใช้เวลาหลายวัน โซเวียตรีบฉวยโอกาสนี้พยายามสร้างท่าเรือชั่วคราวแห่งใหม่เพื่อให้เรือลำเลียงสามารถเข้าเทียบท่าส่งกำลังเสริมและยุทโธปกรณ์ได้ แต่แล้วมันชไตน์ก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ผู้บัญชาการโซเวียตไม่คาดคิดมาก่อน

เวลาตีหนึ่ง วันที่ 29 มิถุนายน กองพลทหารราบที่ 132 ของเยอรมนีใช้เรือเล็ก 130 ลำ ข้ามอ่าวเมืองเซวัสโตโปลจากด้านทิศเหนือมายังฝั่งใต้ ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่เสี่ยงมาก กว่าฝ่ายโซเวียตจะรู้ตัวก็เวลาตีสอง ถึงตอนนั้นทหารเยอรมันก็สถาปนาหัวหาดได้แล้ว ความจริงแล้วโซเวียตมีรถถังเบา T-26 เหลืออยู่ 6 คัน แต่นายทหารโซเวียตไม่กล้าตัดสินใจ ส่งผลให้โอกาสที่จะใช้รถถังเข้าตีโต้ทหารเยอรมันก่อนจะยึดหัวหาดได้หลุดลอยไป ในคืนเดียวกัน กองทัพน้อยที่ 30 ของเยอรมนีก็เปิดฉากโจมตีจากทางใต้อีกครั้ง เมื่อถูกตีขนาบสองด้าน แนวป้องกันของโซเวียตก็แตกพ่าย ทหารโซเวียตบางหน่วยพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่แต่ก็ไม่สามารถตั้งรับทหารเยอรมันได้นานเนื่องจากขาดแคลนกระสุน เมื่อเห็นว่าโซเวียตไม่สามารถรักษาเมืองเซวัสโตโปลไว้ได้แน่นอนแล้ว สตาลินก็ออกคำสั่งให้อพยพนายทหารระดับสูงออกจากเมืองโดยเครื่องบินและเรือดำน้ำ เกิดความโกลาหลขึ้นที่ท่าเรือ เมื่อทหารโซเวียตจำนวนมากต้องมองดูนายทหารของตนขึ้นเรือดำน้ำหลบหนีไปยังที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตามมีนายทหารบางส่วนที่ตัดสินใจอยู่กับทหารใต้บังคับบัญชาของตนสู้จนถึงที่สุดหรือไม่ก็ฆ่าตัวตายแทนที่จะหลบหนีทิ้งผู้ใต้บังคับบัญชาไป มีทหารโซเวียตถูกทิ้งไว้ที่เซวัสโตโปลมากกว่า 80,000 นาย ตกเป็นเชลยของกองทัพเยอรมัน

ชัยชนะที่เมืองเซวัสโตโปลส่งผลให้มันชไตน์ได้รับการเลื่อนยศเป็นจอมพล และได้โอกาสลาไปพักผ่อนที่โรมาเนีย หลังมันชไตน์ออกจากเซวัสโตโปลไปแล้ว หน่วย SS ก็เคลื่อนกำลังเข้าเมืองเพื่อกวาดล้างชาวยิว กองทัพเยอรมันยึดครองเมืองเซวัสโตโปลอยู่ราว 2 ปี ก่อนที่กองทัพโซเวียตจะกลับมาปลดปล่อยเมืองนี้ได้ในปี ค.ศ.1944

สวัสดี

30.04.2021

แสดงความคิดเห็น