สตาลินกราด จุดเปลี่ยนของสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนที่ 2 สงครามหนู Rattenkrieg

ช่วงเที่ยงวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ.1942 ขณะที่กองทัพที่ 6 ของเยอรมันใต้บังคับบัญชาของนายพลฟรีดริช เพาลุส (Friedrich Paulus) รุกคืบเข้าสู่สตาลินกราด กองพลบินที่ 4 (Luftflotte 4) ใต้บังคับบัญชาของโวลแฟรม ฟอน ริชโธเฟน (Wolfram Freiherr von Richthofen) ก็เริ่มปฏิบัติการทิ้งระเบิดเมืองสตาลินกราดอย่างหนักมากกว่า 1,600 เที่ยวบิน ใช้ระเบิดมากกว่า 1,000 ตัน กะจะถล่มเมืองสตาลินกราดให้ราบเป็นหน้ากลอง ก่อนหน้านี้เมืองสตาลินกราดแทบไม่เคยถูกโจมตีทางอากาศมาก่อน เมื่อเสียงไซเรนดังขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่จึงคิดว่าเป็นการซ้อม กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่เครื่องบินทิ้งระเบิดเยอรมันปรากฏตัวเต็มท้องฟ้าแล้วและปืนต่อสู้อากาศยานโซเวียตทำการยิงตอบโต้ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากลงหลุมหลบภัยไม่ทัน มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายพันคน อาคารไม้บริเวณชานเมืองราบเป็นหน้ากลอง ขณะที่อาคารคอนกรีตและโรงงานต่างๆภายในตัวเมืองก็เหลือแต่ซากปรักหักพัง ระเบิดเพลิงของเยอรมันทำให้สตาลินกราดทั้งเมืองตกอยู่ในกองเพลิง ลามไปยังคลังน้ำมัน เกิดไฟไหม้บนผิวน้ำของแม่น้ำโวลกาจากน้ำมันที่ไหลลงมา เรือที่จอดอยู่ในท่าเรือก็เกิดเพลิงไหม้เช่นกัน เมืองสตาลินกราดถูกทิ้งระเบิดราบคาบไปประมาณ 80% ภายในวันเดียว ฝ่ายเยอรมันเสียเครื่องบินรบไปเพียง 3 ลำ กองพลบินที่ 4 ปฏิบัติการทิ้งระเบิดเมืองสตาลินกราดซ้ำอีกหลายครั้งในช่วงหลายวันถัดมา เช้าวันที่ 25 สิงหาคม ริชโธเฟนบินมาดูผลการทิ้งระเบิดด้วยตัวเอง เขาบันทึกไว้ว่าเมืองสตาลินกราดถูกทำลายอย่างราบคาบ ไม่เหลือเป้าหมายอะไรให้ทิ้งระเบิดแล้ว

ภาพ โวลแฟรม ฟอน ริชโธเฟน (คนขวามือ) ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1942
(Bundesarchiv, Bild 101I-452-0985-36 / Briecke / CC-BY-SA 3.0)

กองทัพที่ 6 มาถึงสตาลินกราดในช่วงเย็นที่ 23 สิงหาคม ทหารเยอรมันมองเห็นทั้งเมืองจมอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงและควันไฟ ทหารเยอรมันคิดว่าจะเข้ายึดเมืองได้โดยง่าย แต่ฝ่ายโซเวียตนำโดยกองที่ 62 ได้ตอบโต้เยอรมันอย่างหนัก โซเวียตยังส่งกำลังเสริมอีก 2 กองทัพมาร่วมโจมตีตอบโต้กองทัพเยอรมันจากทางเหนือ ส่งผลให้กองทัพที่ 6 ต้องแบ่งกำลังพลไปรับมือ จนการบุกยึดเมืองสตาลินกราดหยุดชะงักลง อย่างไรก็ตามกองทัพเยอรมันสามารถรุกคืบมาถึงฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโวลกาทางเหนือและใต้ของเมืองสตาลินกราดได้ ส่งผลให้ซีกตะวันตกของเมืองสตาลินกราด รวมถึงกองทัพที่ 62 และกองทัพที่ 64 ของโซเวียตตกอยู่ในวงล้อมของเยอรมัน ต้องส่งกำลังเสริมและยุทโธปกรณ์ข้ามแม่น้ำโวลกามาเท่านั้น

แม้ในแผนน้ำเงิน (Case Blue) ของเยอรมันจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการยึดเมืองสตาลินกราดมากนัก แต่ตอนนี้อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ต้องการให้นายพลเพาลุสยึดสตาลินกราดให้ได้ และส่งกำลังเสริมมาให้กองทัพที่ 6 เต็มที่ กองพลบินที่ 4 ก็ส่งเครื่องบินรบออกปฏิบัติการเฉลี่ยวันละกว่า 1,000 เที่ยวบิน โดยเครื่องบินรบส่วนใหญ่ถูกส่งไปสนับสนุนกองทัพที่ 6 ในสตาลินกราด ส่งผลให้กลุ่มกองทัพ A ที่มุ่งหน้าลงใต้ไปเทือกเขาคอเคซัสได้รับการสนับสนุนทางอากาศไม่เพียงพอ

ขณะที่กองทัพเยอรมันเตรียมทุ่มกำลังเต็มที่เพื่อยึดสตาลินกราด สถานการณ์ของฝ่ายโซเวียตก็กำลังย่ำแย่ กองทัพที่ 64 วางกำลังค่อนไปทางทิศใต้จึงไม่มีบทบาทในการป้องกันตัวเมืองสตาลินกราดมากนัก ส่วนกองทัพที่ 62 ซึ่งอยู่ในเมืองสตาลินกราด ประสบความสูญเสียอย่างหนักมาตั้งแต่การสู้รบที่แม่น้ำดอนแล้ว ตอนนี้เหลือกำลังพลไม่ถึง 1 ใน 6 มีทหารราบประมาณ 20,000 นาย ปืน ค. ประมาณ 700 กระบอก และรถถังประมาณ 50 – 90 คันเท่านั้น โซเวียตเร่งเกณฑ์ประชาชนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตยุทโธปกรณ์ไปเป็นกำลังเสริม ขณะที่โรงงานที่ยังพอหลงเหลืออยู่ก็เร่งผลิตรถถังโดยใช้วัตถุดิบเท่าที่มี รถถังที่ผลิตเสร็จแล้วจะถูกส่งออกจากโรงงานไปยังแนวหน้าในทันที บางคันไม่มีกล้องเล็ง ต้องทำการยิงในระยะเผาขนเท่านั้นโดยเล็งเป้าผ่านลำกล้องปืนใหญ่ แน่นอนว่าทหารเกณฑ์เหล่านี้ประสบความสูญเสียอย่างหนักเมื่อต้องปะทะกับทหารเยอรมัน แต่ก็ช่วยซื้อเวลาที่มีค่าจนกว่ากำลังเสริมจากภายนอกจะมาถึง

วันที่ 9 กันยายน โซเวียตส่งกองพลทหารราบที่ 13 พิทักษ์รัฐ (13th Guards Rifle Division) ใต้บังคับบัญชาของพลโทอเล็กซานเดอร์ โรดิมเซฟ (Aleksandr Rodimtsev) มุ่งหน้าไปสตาลินกราด สามวันต่อมา นายพลวาซีลี ชุยคอฟ (Vasily Chuikov) ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองทัพที่ 62 ชุยคอฟมาถึงกองบัญชาการในสตาลินกราดวันที่ 14 กันยายน

ภาพกองบัญชาการกองทัพที่ 62 ของโซเวียต คนที่สองจากซ้ายมือคือนายพลชุยคอฟ ส่วนคนขวาสุดคือพลโทโรดิมเซฟ (Mil.ru)

ในวันเดียวกับที่ชุยคอฟมาถึงสตาลินกราด กองทัพเยอรมันก็เปิดฉากโจมตีสตาลินกราดอย่างหนัก แนวป้องกันของโซเวียตส่วนที่กองพลทหารราบที่ 112 (112th Rifle Division) รักษาอยู่แตก เนื่องจากกองพลนี้ไม่ได้รับกำลังเสริมที่เพียงพอ โดยก่อนหน้านี้กองพลทหารราบที่ 112 ได้ประสบความสูญเสียอย่างหนักจนทั้งกองพลเหลือปืนใหญ่แค่ 2 กระบอก กำลังพลแต่ละกรมเหลือทหารแค่ 100 นายจากเดิม 2,500 นาย กองทัพเยอรมันทะลวงแนวป้องกันของโซเวียต ยึดที่ราบสูงมามาเยฟ เคอร์กัน (Mamayev Kurgan) และมุ่งตรงไปยังริมฝั่งแม่น้ำโวลกา ชุยคอฟระดมทหารที่เหลืออยู่พยายามสกัดกองทัพเยอรมันอย่างเต็มที่ เพราะถ้ากองทัพเยอรมันยึดพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโวลกาได้ โซเวียตก็จะไม่สามารถส่งกำลังเสริมและยุทโธปกรณ์ให้กำลังพลในสตาลินกราดได้อีกต่อไป ชุยคอฟออกประกาศแก่ทหารทุกนายว่า “ไม่มีดินแดนสำหรับเราอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำโวลกา” (For us, there is no land behind the Volga) ให้ทหารทุกนายสู้จนตัวตาย

ขณะที่สถานการณ์ของโซเวียตเข้าขั้นวิกฤต กองพลทหารราบที่ 13 พิทักษ์รัฐก็มาถึง ทหารของพลโทโรดิมเซฟเร่งข้ามแม่น้ำโวลกาในช่วงเวลากลางคืน ท่ามกลางการระดมยิงของทหารเยอรมัน เมื่อข้ามแม่น้ำมาแล้ว ทหารโซเวียตไม่รอช้าเข้าปะทะกับทหารเยอรมัน ถึงขั้นตะลุมบอนด้วยดาบปลายปืน มีด และพลั่วสนาม ทหารเยอรมันถูกผลักดันถอยร่นไปจากริมฝั่งแม่น้ำโวลกา และในวันที่ 19 กันยายน ทหารโซเวียตก็ยึดที่ราบสูงมามาเยฟ เคอร์กันกลับมาได้ ในช่วงเวลาเดียวกันกองทัพโซเวียตก็ทำการรุกตอบโต้กองทัพที่ 6 ของเยอรมันจากทางเหนือ แม้เยอรมันจะสกัดการรุกของโซเวียตได้ แต่ก็ส่งผลให้ทหารเยอรมันจำนวนมากถูกดึงออกไปจากตัวเมืองสตาลินกราด ปฏิบัติการยึดเมืองของเยอรมันหยุดชะงักลงอีกครั้งหนึ่ง

วันที่ 22 กันยายน กองทัพเยอรมันบุกเข้าตีเมืองสตาลินกราดอีกครั้ง การสู้รบดุเดือดดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์ ทั้งสองฝ่ายประสบความสูญเสียอย่างหนัก การที่กองทัพอากาศเยอรมันทิ้งระเบิดเมืองสตาลินกราดจนทั้งเมืองกลายเป็นซากปรักหักพังก่อนหน้านี้ กลับส่งผลให้ทหารโซเวียตมีที่กำบังชั้นเลิศ ขณะที่ซากปรักหักพังต่างๆกลับเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนที่ของรถถังเยอรมัน เครื่องบินรบเยอรมันก็หาเป้าหมายโจมตีทางอากาศยากขึ้นทุกที มองไปทางไหนก็เห็นแต่ซากปรักหักพัง หาเป้าหมายไม่เจอ ได้แต่ทิ้งระเบิดหว่านแหไปทั่ว นอกจากนี้ทหารโซเวียตยังเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่โดยขยับแนวเข้าไปประชิดทหารเยอรมันห่างกันเพียง 10 – 30 เมตรเท่านั้น ส่งผลให้เครื่องบินรบเยอรมันปฏิบัติการยากขึ้นไปอีก เพราะมีโอกาสทิ้งระเบิดโดนฝ่ายเดียวกัน

ภาพทหารโซเวียตบุกเข้าตีอาคารหลังหนึ่งในสตาลินกราด (Bundesarchiv, Bild 183-R74190 / CC-BY-SA 3.0)

เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการรบในเมือง นายพลชุยคอฟสั่งให้ทหารโซเวียตแต่ละกองร้อยจัดตั้งหน่วยจู่โจมพิเศษขึ้นใช้กำลังพลที่มีประสบการณ์มากที่สุดประมาณ 20 – 30 นาย ใช้ปืนกลมือปาปาช่า PPSh-41 ระเบิดมือ มีด และพลั่วเป็นอาวุธหลัก สนับสนุนด้วยรถถัง ปืนพ่นไฟ ปืนไรเฟิลต่อสู้รถถัง และปืนใหญ่ต่อสู้รถถัง สำหรับบุกยึดอาคารต่างๆ ยุทธวิธีหลักคือใช้ปืนใหญ่ยิงเจาะผนังตึก จากนั้นทหารโซเวียตก็จะโยนระเบิดมือเข้าไป แล้วบุกเข้าไปกราดยิงปืนกลมือและปืนพ่นไฟ การสู้รบท่ามกลางซากปรักหักพังในตัวเมืองสตาลินกราดเป็นไปอย่างดุเดือด หลายครั้งทหารโซเวียตและเยอรมันมีการปะทะกันในอาคารหลังเดียวกัน ชั้นต่อชั้น ห้องต่อห้อง ถึงขั้นตะลุมบอน ทหารเยอรมันเรียกการรบแบบนี้ว่าสงครามหนู (Rattenkrieg)

วันที่ 27 กันยายน ทหารโซเวียตหน่วยหนึ่งนำโดยจ่ายาคอพ ปาฟลอฟ (Yakov Pavlov) เข้ายึดอพาร์ทเม้นท์สูง 4 ชั้นใจกลางเมืองสตาลินกราด ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญได้ ทหารเยอรมันพยายามบุกเข้ายึดอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้หลายครั้งเป็นเวลา 58 วัน แต่ทหารของจ่าพาฟลอฟสามารถผลักดันทหารเยอรมันถอยกลับไปได้ทุกครั้ง ภายหลังอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้ถูกเรียกว่าบ้านพาฟลอฟ (Pavlov’s House)

ภาพบ้านปาฟลอฟ (Pavlov’s House) ในปี ค.ศ.1943 (Russian State Military Archive)

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ นายพลชุยคอฟได้ย้ายกองบัญชาการไปอยู่ที่บริเวณคลังน้ำมันแห่งหนึ่งซึ่งเชื่อกันว่าว่างเปล่า แต่ความจริงแล้วยังมีน้ำมันเก็บอยู่จำนวนมาก ทหารเยอรมันพบกองบัญชาการของชุยคอฟแล้วยิงถล่มด้วยปืนใหญ่ ส่งผลให้คลังน้ำมันเกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง แม้ชุยคอฟจะรอดชีวิต แต่ก็ขาดการติดต่อไปถึง 3 วัน

วันที่ 14 ตุลาคม กองทัพเยอรมันทุ่มกำลังเข้าตีบริเวณโรงงานแทรกเตอร์ใช้ทหารราบ 3 กองพลและยานเกราะ 2 กองพล ขณะที่ฝ่ายโซเวียตก็ส่งกองพลทหารพลร่มใต้บังคับบัญชาของพลตรีวิคเตอร์ โซลูเดฟ (Viktor Zholudev) มารับมือ กองทัพเยอรมันยังเข้าตีบริเวณโรงงานบาร์ริคาดึย (Barrikady) ด้วย แต่ถูกสกัดด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-13 Katyusha แม้ทหารโซเวียตพยายามต่อสู้เต็มที่ แต่ทหารเยอรมันก็รุกมาถึงริมฝั่งแม่น้ำโวลกาในที่สุดและแบ่งกองทัพที่ 62 ของโซเวียตเป็น 2 ส่วน ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม ขณะที่สถานการณ์ของโซเวียตกำลังวิกฤต ทหารเยอรมันอยู่ห่างจากกองบัญชาการของนายพลชุยคอฟแค่ 300 เมตร กำลังเสริมจากกองพลทหารราบที่ 138 ของโซเวียตใต้บังคับบัญชาของอิวาน ลุดนิคอฟ (Ivan Lyudnikov) ก็ข้ามแม่น้ำโวลกา ผลักดันกองทัพเยอรมันถอยร่นกลับไปอีกครั้ง

ภาพทหารเยอรมันท่ามกลางซากปรักหักพังของเมืองสตาลินกราด เดือนตุลาคม ค.ศ.1942

วันที่ 11 พฤศจิกายน กองทัพที่ 6 ของเยอรมันทุ่มกำลังเข้าตีสตาลินกราดอีกครั้ง สามารถยึดโรงงานบาร์ริคาดึยแล้วรุกต่อมาถึงริมฝั่งแม่น้ำโวลกาได้อีกครั้ง กองพลทหารราบที่ 138 ของลุดนิคอฟถูกล้อม ขณะที่กองทัพที่ 62 ก็ถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน ฤดูหนาวเริ่มมาถึง น้ำในแม่น้ำโวลกาเริ่มกลายเป็นน้ำแข็ง ส่งผลให้โซเวียตไม่สามารถส่งกำลังเสริมและยุทโธปกรณ์ให้ทหารในสตาลินกราดทางเรือได้อีก ต้องเปลี่ยนไปส่งกำลังบำรุงทางอากาศแทน แต่ก็ไม่เพียงพอ หลังการสู้รบอย่างดุเดือดนาน 3 เดือน กองทัพเยอรมันก็สามารถยึดเมืองสตาลินกราดฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโวลกาได้กว่า 90% แต่ก็แลกมาด้วยความสูญเสียอย่างหนัก มีทหารเยอรมันเสียชีวิตและบาดเจ็บรวมกันประมาณ 60,000 นาย

เยอรมันเชื่อว่ากองทัพโซเวียตใกล้จะแตกพ่ายเต็มทีแล้ว จึงเสริมกำลังเข้าไปในเมืองสตาลินกราดมากขึ้นเรื่อยๆ ปล่อยให้ปีกทั้งสองข้างของกองทัพที่ 6 ถูกคุ้มกันโดยกองทัพพันธมิตรอักษะที่ขาดแคลนอาวุธหนัก ได้แก่กองทัพที่ 2 ของฮังการี กองทัพที่ 8 ของอิตาลี และกองทัพที่ 3 ของโรมาเนียป้องกันปีกด้านเหนือ ขณะที่กองทัพที่ 4 ของโรมาเนียคุ้มกันปีกด้านใต้ กองบัญชาการเยอรมันไม่เฉลียวใจเลยว่ากองทัพโซเวียตกำลังวางแผนรุกตอบโต้อยู่ชื่อปฏิบัติการยูเรนัส (Operation Uranus)

โปรดติดตามตอนต่อไป

สวัสดี

03.05.2021

แสดงความคิดเห็น