สตาลินกราด จุดเปลี่ยนของสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนที่ 4 ปฏิบัติการพายุฤดูหนาว Winter Storm

ภาพทหารราบเยอรมันพร้อมรถถัง Panzer III ในรัสเซีย เดือนธันวาคม ค.ศ.1942
(Bundesarchiv, Bild 101III-Bueschel-090-39 / Büschel / CC-BY-SA 3.0)

วันที่ 19 – 23 พฤศจิกายน ค.ศ.1942 กองทัพแดงของโซเวียตโจมตีตอบโต้ตามปฏิบัติการยูเรนัส (Operation Uranus) บุกทะลวงปีกทิศเหนือและใต้ของกองทัพที่ 6 ของเยอรมันในเมืองสตาลินกราด ซึ่งถูกรักษาโดยกองทัพที่ 3 และ 4 ของโรมาเนียที่อ่อนแอ กองทัพโรมาเนียขาดแคลนอาวุธหนักทั้งยานเกราะและปืนใหญ่ต่อสู้รถถัง ถูกกองทัพโซเวียตที่มีรถถัง T-34 จำนวนมหาศาลตีแตกอย่างง่ายดาย ภายในเวลาเพียง 4 วัน วงล้อมก็ถูกปิด กองทัพที่ 6 และบางส่วนของกองทัพยานเกราะที่ 4 (4th Panzer Army) ของเยอรมันซึ่งมีกำลังพลรวมกันเกือบ 300,000 นายตกอยู่ในวงล้อมของโซเวียต

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ปฏิเสธไม่ให้นายพลฟรีดริช เพาลุส (Friedrich Paulus) ผู้บัญชาการกองทัพที่ 6 ฝ่าวงล้อมออกมา ฮิตเลอร์ต้องการให้กองทัพที่ 6 ยึดที่มั่นริมฝั่งแม่น้ำโวลกาไว้อย่างเหนียวแน่น โดยจะส่งกำลังบำรุงให้ทางอากาศ ขณะรอกำลังเสริมฝ่าวงล้อมโซเวียตเข้าไปเชื่อมกับกองทัพที่ 6 อีกครั้งหนึ่ง

ฮิตเลอร์เรียกตัวจอมพลเอริช ฟอน มันชไตน์ (Erich von Manstein) ซึ่งเคยวางแผนบุกยึดฝรั่งเศสและเมืองเซวัสโตโปลมาแล้ว มาเป็นผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพดอน (Army Group Don) ที่จัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อแก้ไขสถานการณ์ในสมรภูมิสตาลินกราด แม้ชื่อกลุ่มกองทัพดอนจะฟังดูยิ่งใหญ่มาก แต่ความจริงแล้วกำลังรบของกลุ่มกองทัพดอนส่วนใหญ่มีอยู่แค่ในกระดาษเท่านั้น แม้แต่กองทัพที่ 6 และบางส่วนของกองทัพยานเกราะที่ 4 ที่ถูกล้อมอยู่ในสตาลินกราดก็ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มกองทัพดอนด้วย ยิ่งทำให้ตัวเลขเฟ้อมากขึ้นไปอีก เบื้องต้นกองบัญชาการเยอรมันแจ้งมันชไตน์ว่าสามารถจัดกำลังพลให้เขาใช้งานได้จริงๆเพียง 3 กองพลมีกองพลทหารราบ 2 กองพลและกองพลยานเกราะ 1 กองพล ซึ่งไม่เพียงพอ มันชไตน์ระบุว่าปฏิบัติการทลายวงล้อมโซเวียตที่สตาลินกราด ชื่อปฏิบัติการพายุฤดูหนาว (Operation Winter Storm) ต้องใช้กำลังพลอย่างน้อย 1 กองทัพจึงจะมีโอกาสสำเร็จ ภารกิจแรกของมันชไตน์คือการรวบรวมกำลังรบที่ใช้งานได้จริง ทั้งหน่วยทหารที่ล่าถอยออกมาจากสตาลินกราดและกำลังเสริมที่จะถูกส่งมาเพิ่มเติมภายหลัง สำหรับปฏิบัติการนี้

กำลังพลหน่วยแรกที่มันชไตน์หามาได้คือส่วนที่เหลือของกองทัพน้อยยานเกราะที่ 48 (XXXXVIII Panzer Corps) ซึ่งถอยร่นมาจากสตาลินกราด แม้จะชื่อว่ากองทัพน้อย แต่ความจริงหน่วยนี้แทบไม่มีรถถังเหลือแล้ว โชคดีที่ระบบสายการบังคับบัญชายังดีอยู่ จึงสามารถใช้เป็นโครงจัดตั้งหน่วยใหม่ได้เร็ว ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม กองพลยานเกราะที่ 11 (11th Panzer Division) ก็เดินทางมาถึง กองพลนี้มีกำลังรบเกือบเต็มอัตราเพราะถูกเก็บไว้เป็นกำลังสำรองของกองทัพเยอรมัน ระหว่างทางกองพลนี้ได้ปะทะกับกองทัพรถถังที่ 5 พิทักษ์รัฐ (5th Guard Tank Army) ของโซเวียต กองพลยานเกราะที่ 11 ใช้ยุทธวิธีวางปืนใหญ่ต่อสู้รถถังดักหน้ารถถังโซเวียตแล้วรถถังเยอรมันก็แล่นอ้อมไปตลบหลัง ตีกระหนาบรถถังโซเวียตจากสองด้าน ส่งผลให้กรมรถถังของโซเวียต 2 กรมถูกทำลายย่อยยับ

นอกจากกองทัพน้อยยานเกราะที่ 48 และกองพลยานเกราะที่ 11 แล้ว มันชไตน์ก็ยังได้กองทัพน้อยยานเกราะที่ 57 (LVII Panzer Corps) ในสังกัดกองทัพยานเกราะที่ 4 (4th Panzer Army) ของนายพลแฮร์มาน โฮธ (Hermann Hoth) มาอยู่ใต้บังคับบัญชาอีกหน่วยหนึ่ง หน่วยนี้มีกำลังพลในสังกัดคือกองพลยานเกราะที่ 23 (23rd Panzer Division) ซึ่งได้ปฏิบัติการรบต่อเนื่องมาหลายเดือนจนมีรถถังเหลืออยู่แค่ประมาณ 30 คันเท่านั้น โชคดีที่มีกำลังเสริมจากกองพลยานเกราะที่ 6 (6th Panzer Division) มาสมทบ กองพลนี้พึ่งถูกส่งกลับไปพักที่ฝรั่งเศส จึงได้รับการเสริมกำลังรถถังรุ่นใหม่มาแบบเต็มอัตรา ประกอบด้วยรถถัง Panzer IV รุ่นติดปืนใหญ่ขนาด 75 มิลลิเมตรลำกล้องยาวประมาณ 160 คันและปืนใหญ่อัตตาจร StuG ประมาณ 40 คัน ฮิตเลอร์ยังประกาศว่าจะส่งกองพันรถถังหนักที่ 503 (503rd schwere Panzerabteilung) มาสมทบด้วย เนื่องจากฮิตเลอร์อยากเห็นรถถัง Tiger I รุ่นใหม่ออกสนามรบจริง นอกจากนี้กองทัพเยอรมันยังมีกองพลยานเกราะที่ 17 (17th Panzer Division) ว่างอยู่อีกกองพลหนึ่ง แต่ฮิตเลอร์กลับสั่งให้เก็บกองพลดังกล่าวไว้เป็นกำลังสำรอง ไม่ให้มันชไตน์ใช้งาน

นอกจากหน่วยยานเกราะแล้ว มันชไตน์ยังมีทหารราบ 2 กองพล ทหารภูเขา 1 กองพล และอากาศโยธินอีก 1 กองพล

ภาพจอมพลเอริช ฟอน มันชไตน์ ผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพดอนและนายพลแฮร์มาน โฮธ ผู้บัญชาการกองทัพยานเกราะที่ 4 ของเยอรมัน (Bundesarchiv, Bild 101I-218-0543-10 / CC-BY-SA 3.0)

พื้นที่ที่มันชไตน์สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการพายุฤดูหนาวได้มีอยู่ 2 จุดหลักๆ จุดที่อยู่ใกล้สตาลินกราดที่สุดคือนิชเนีย-เชอร์สกาย่า (Nizhne-Chirskaya) ซึ่งยื่นล้ำเข้าไปในแนวของโซเวียต ห่างจากแนวของกองทัพที่ 6 ประมาณ 35 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของกองทัพน้อยยานเกราะที่ 48 และกองพลยานเกราะที่ 11 จุดที่สองอยู่ถัดลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ที่เมืองคาเทียลนิคาว่า (Kotelnikovo – ตัวอักษร o ในภาษารัสเซียออกเสียงโอเฉพาะตำแหน่งที่เน้นเสียง) ห่างจากสตาลินกราดประมาณ 160 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของกองพลยานเกราะที่ 6 และ 23 ในสังกัดกองทัพน้อยยานเกราะที่ 57 ตอนแรกมันชไตน์ต้องการให้กองทัพเยอรมันโจมตีจากทั้งสองจุดพร้อมกัน แต่ถูกกองทัพโซเวียตโจมตีกดดันบริเวณนิชเนีย-เชอร์สกาย่า ราวกับโซเวียตได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าเยอรมันจะบุกมาจากด้านดังกล่าว ส่งผลให้สุดท้ายมันชไตน์จึงเลือกใช้กองทัพน้อยยานเกราะที่ 57 ของกองทัพยานเกราะที่ 4 เข้าตีจากด้านคาเทียลนิคาว่าด้านเดียวเท่านั้น กำลังพลของเยอรมันประกอบด้วยทหารราบประมาณ 50,000 นายและรถถัง 250 คัน มันชไตน์มองว่ากำลังพลแค่นี้ไม่พอทลายวงล้อมของโซเวียตที่สตาลินกราดตามลำพังแน่นอน จึงแอบเตรียมแผนปฏิบัติการฟ้าผ่า (Operation Thunderclap) เอาไว้ เผื่อกรณีที่ฮิตเลอร์ได้สติแล้วอนุมัติให้กองทัพที่ 6 ฝ่าวงล้อมออกมาได้

วันที่ 12 ธันวาคม มันชไตน์เริ่มปฏิบัติการพายุฤดูหนาว กองทัพเยอรมันเปิดฉากยิงปืนใหญ่เปิดทางให้กองทัพยานเกราะที่ 4 ของนายพลโฮธเข้าตีที่มั่นของโซเวียตจากคาเทียลนิคาว่า เยอรมันตั้งใจจะใช้รถถัง Tiger I เข้าตีในแนวหน้าสุดแต่ปรากฏว่ากองพันรถถังหนักที่ 503 ยังเดินทางมาไม่ถึง จึงต้องใช้รถถังรุ่นที่มีอยู่เดิมไปก่อน กองทัพโซเวียตถูกโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัว ถอยร่นไม่เป็นขบวน เนื่องจากกองบัญชาการโซเวียตคาดไม่ถึงว่ากองทัพเยอรมันจะเริ่มตอบโต้เร็วขนาดนี้ เมื่อข่าวแพร่ไปถึงกองทัพที่ 6 ทหารเยอรมันในสตาลินกราดก็มีขวัญกำลังใจดีขึ้นทันที บอกต่อๆกันว่า “มันชไตน์กำลังมา!” (Der Manstein Kommt!)

สตาลินออกคำสั่งให้กองทัพโซเวียตระดมทหารทุกหน่วยในพื้นที่มาสกัดการรุกของมันชไตน์ ทหารโซเวียตหลายหน่วยยังไม่ทันได้รับกำลังเสริมมาทดแทนกำลังพลที่สูญเสียไประหว่างปฏิบัติการยูเรนัสก็ถูกส่งเข้าแนวรบแล้ว ยกตัวอย่างเช่นกองทัพน้อยยานเกราะที่ 4 (4th Mechanized Corps) ของโซเวียตมีรถถังอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานประมาณ 100 คันเท่านั้น กองทัพโซเวียตสูญเสียหนัก แต่ก็ทำให้การรุกของเยอรมันช้าลง ฮิตเลอร์พึ่งจะอนุญาตให้มันชไตน์ใช้งานกองพลยานเกราะที่ 17 ในวันที่ 17 ธันวาคม หลังการสู้รบดุเดือดดำเนินไปแล้วกว่า 5 วัน

กองบัญชาการโซเวียตมองว่าถ้าพยายามสกัดกองทัพเยอรมันแบบซึ่งๆหน้าคงไม่ได้ผลแน่ ต้องโจมตีทางด้านปีกเพื่อกดดันแนวหลังของมันชไตน์ โซเวียตจึงแก้ไขรายละเอียดในปฏิบัติการดาวเสาร์ (Operation Saturn) เป็นปฏิบัติการดาวเสาร์น้อย (Operation Little Saturn) ทุ่มกำลังเข้าตีกองทัพที่ 8 ของอิตาลีซึ่งคุ้มกันปีกให้มันชไตน์อยู่ในวันที่ 16 ธันวาคม สองวันถัดมาแนวป้องกันของทหารอิตาลีก็ส่อแววว่าจะแตก ทหารเยอรมันที่พยายามจะฝ่าวงล้อมโซเวียตเข้าไปช่วยกองทัพที่ 6 ในสตาลินกราดมีความเสี่ยงจะถูกล้อมเสียเอง

มันชไตน์ประเมินสถานการณ์แล้วมองว่าเขามีกำลังพลไม่พอจะป้องกันปีกของตัวเอง และรุกไปยังสตาลินกราดพร้อมกันได้ เหลือทางเลือกเดียวคือต้องเริ่มปฏิบัติการฟ้าผ่าให้กองทัพที่ 6 ฝ่าวงล้อมออกมาจากสตาลินกราด โดยขณะนั้นกองกำลังของมันชไตน์อยู่ห่างจากกองทัพที่ 6 ประมาณ 48 กิโลเมตร อย่างไรก็ตามแม้ระยะทางจะดูเหมือนไม่ไกล แต่กองทัพที่ 6 กำลังขาดแคลนน้ำมัน ม้าก็มีไม่พอ ถ้าพยายามฝ่าวงล้อมออกไปก็ต้องทิ้งทหารบาดเจ็บและอาวุธหนักเช่นปืนใหญ่เกือบทั้งหมดไว้ในสตาลินกราด ทหารที่พยายามฝ่าวงล้อมออกไปก็ต้องเอาตัวรอดจากการโจมตีของโซเวียตในที่โล่งด้วยตัวเอง พูดง่ายๆคือต่อให้กองทัพที่ 6 ฝ่าวงล้อมโซเวียตออกไปได้ ก็มีโอกาสจะสูญเสียกำลังพลไปเกือบหมดอยู่ดี นายพลเพาลุสจึงมองว่าให้ทหารปักหลักสู้ในที่กำบังในสตาลินกราดน่าจะมีโอกาสรอดมากกว่า ที่สำคัญคือฮิตเลอร์ยังคงยืนกรานให้ยึดเมืองสตาลินกราดไว้อย่างเหนียวแน่น และไม่มีนายทหารเยอรมันคนไหนกล้าออกหน้าขัดคำสั่งฮิตเลอร์ สุดท้ายนายพลเพาลุสจึงปฏิเสธคำขอของมันชไตน์ที่จะให้กองทัพที่ 6 ฝ่าวงล้อมออกมา

วันที่ 23 ธันวาคม สถานการณ์ด้านปีกของมันชไตน์เข้าขั้นวิกฤต มันชไตน์จึงออกคำสั่งให้นายพลโฮธถอยทัพ ปฏิบัติการพายุฤดูหนาวล้มเหลว และความหวังสุดท้ายที่จะช่วยเหลือกองทัพที่ 6 ในสตาลินกราดก็มลายหายไป กองทัพโซเวียตหันไปทุ่มกำลังกวาดล้างทหารเยอรมันที่อยู่ในวงล้อม จุดจบของสมรภูมิสตาลินกราดกำลังใกล้จะมาถึง

โปรดติดตามตอนต่อไป

สวัสดี

04.05.2021

แสดงความคิดเห็น