สตาลินกราด จุดเปลี่ยนของสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนที่ 5 จุดจบ

นับตั้งแต่กองทัพที่ 6 ของเยอรมันใต้บังคับบัญชาของนายพลฟรีดริช เพาลุส (Friedrich Paulus)ถูกกองทัพโซเวียตล้อมอยู่ในสตาลินกราดต ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1942 กองทัพเยอรมันได้พยายามส่งกำลังบำรุงให้กองทัพที่ 6 ทางอากาศอย่างสุดความสามารถ แต่การส่งกำลังบำรุงให้เพียงพอต่อความต้องการของทหารเกือบ 300,000 นายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย กองทัพที่ 6 ต้องการเสบียงและยุทโธปกรณ์อย่างน้อยวันละ 500 – 750 ตัน แต่กองทัพอากาศเยอรมันมีขีดความสามารถพอจะส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์ให้มากสุดวันละ 106 ตันเท่านั้น ติดข้อจำกัดทั้งจำนวนเครื่องบินซึ่งกองทัพอากาศเยอรมันมีเครื่องบินลำเลียง Junkers Ju-52 ไม่พอ ต้องดัดแปลงเครื่องบินทิ้งระเบิด Heinkel He-111 มาช่วยเสริม ประกอบกับที่สตาลินกราดก็มีสนามบินเพียง 2 แห่งเท่านั้นคือสนามบินปิตอมนิก (Pitomnik) และกุมรัก (Gumruk) โวลแฟรม ฟอน ริชโธเฟน (Wolfram von Richthofen) ผู้บัญชาการกองพลบินที่ 4 (Luftflotte 4) พยายามอธิบายข้อจำกัดนี้แล้วแต่ไม่เป็นผล อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) และกองบัญชาการเยอรมันใช้ประสบการณ์จากวงล้อมเดเมียนสค์ (Demyansk Pocket) ที่กองทัพเยอรมันเคยส่งกำลังบำรุงให้ทหารเยอรมันที่ตกอยู่ในวงล้อมโซเวียตในช่วงฤดูหนาวปี ค.ศ.1941 – 1942 จนกำลังเสริมฝ่าวงล้อมเข้าไปช่วยได้ในที่สุด แต่ตอนนั้นกำลังพลของเยอรมันที่ตกอยู่ในวงล้อมเป็นแค่ระดับกองทัพน้อยเท่านั้น ไม่ได้ต้องการเสบียงและยุทโธปกรณ์มากเท่ากองทัพที่ 6 ทั้งกองทัพ ไม่ต้องพูดถึงขีดความสามารถของกองทัพอากาศโซเวียตที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาด้วย

กองทัพอากาศเยอรมันส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์ให้ทหารในสตาลินกราดได้เฉลี่ยวันละ 85 ตันเท่านั้น มีเพียงวันที่ 19 ธันวาคมที่กองทัพอากาศเยอรมันสามารถส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์ให้กองทัพที่ 6 ได้ถึง 262 ตัน แต่ก็ยังห่างไกลจากความต้องการขั้นต่ำมาก ในช่วงแรกๆกองทัพอากาศเยอรมันเน้นส่งน้ำมันเข้าไปในสตาลินกราดเป็นหลัก เพราะเชื่อว่านายพลเพาลุสจะฝ่าวงล้อมออกมาตามปฏิบัติการพายุฤดูหนาว (Operation Winter Storm) และปฏิบัติการฟ้าผ่า (Operation Thunderclap) ของจอมพลเอริช ฟอน มันชไตน์ (Erich von Manstein) การที่กองทัพที่ 6 มีน้ำมันไม่พอเป็นสาเหตุหนึ่งที่นายพลเพาลุสตัดสินใจไม่ยอมฝ่าวงล้อมออกมา

ภาพเครื่องบินลำเลียง Ju-52 ของเยอรมันลงจอดในสตาลินกราด (Public Domain)

วันที่ 24 ธันวาคม กองทัพน้อยรถถังที่ 24 ของโซเวียต (24th Tank Corps) โจมตีสนามบินของเยอรมันที่ทัตซินสกาย่า (Tatsinskaya) ซึ่งเป็นสนามบินหลักที่กองทัพอากาศเยอรมันใช้ส่งกำลังบำรุงให้กองทัพที่ 6 เครื่องบินลำเลียง Ju-52 จำนวน 72 ลำและเครื่องบินรุ่นอื่นๆจำนวนมากถูกทำลาย กองทัพอากาศเยอรมันต้องย้ายไปใช้สนามบินที่เมืองซาลสค์ (Salsk) ซึ่งอยู่ห่างจากสตาลินกราดถึง 300 กิโลเมตร ส่งผลให้การส่งกำลังบำรุงของเยอรมันยากลำบากขึ้นไปอีก ต่อมาสนามบินแห่งนี้ก็ถูกโจมตีในวันที่ 18 มกราคม ค.ศ.1943 ส่งผลให้มีเครื่องบินลำเลียง Ju-52 ถูกทำลาย 50 ลำ เมื่อรวมกับความสูญเสียอื่นๆทั้งจากอุบัติเหตุและการสกัดกั้นของปืนต่อสู้อากาศยานและเครื่องบินขับไล่โซเวียต กองทัพอากาศเยอรมันต้องสูญเสียเครื่องบินลำเลียงถึง 488 ลำและนักบินกว่า 1,000 นาย ขณะพยายามส่งกำลังบำรุงให้กองทัพที่ 6 ในสตาลินกราด

ขณะที่กองทัพที่ 6 อดอยากมากขึ้นเรื่อยๆ กองบัญชาการโซเวียตก็กำลังเตรียมแผนกวาดล้างทหารเยอรมันในวงล้อมสตาลินกราดเรียกว่าปฏิบัติการวงแหวน (Operation Ring หรือภาษารัสเซียคือ Koltso)

วันที่ 7 มกราคม ค.ศ.1943 พลเอกนิโคไล โวโรนอฟ (Nikolay Voronov) และพลโทคอนสแตนติน โรคอสซอฟสกี (Konstantin Rokossovsky) ของโซเวียตออกประกาศให้กองทัพเยอรมันยอมแพ้ บอกว่าถ้านายพลเพาลุสยอมแพ้ภายใน 24 ชั่วโมง โซเวียตจะการันตีความปลอดภัยให้เชลยศึกทุกนาย ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจะได้รับการรักษา เชลยศึกทุกนายจะสามารถเก็บข้าวของส่วนตัวไว้ได้และหลังสงครามสิ้นสุดลงโซเวียตจะสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานใหม่ให้ด้วย นายพลเพาลุสปฏิเสธข้อเสนอของโซเวียต กองบัญชาการเยอรมันตั้งใจจะใช้กองทัพที่ 6 ถ่วงเวลาโซเวียตให้นานที่สุด เพื่อให้ทหารเยอรมันที่บุกลงไปแถบเทือกเขาคอเคซัส ถอนกำลังกลับมาและปรับแนวรบใหม่ได้ทันเวลา

วันที่ 10 มกราคม กองทัพโซเวียตเริ่มปฏิบัติการวงแหวน ปืนใหญ่ของโซเวียตยิงถล่มที่มั่นทหารเยอรมันอย่างหนัก จากนั้นทหารโซเวียตก็เริ่มบุกเข้าตีจากทางทิศตะวันตกบีบให้ทหารเยอรมันค่อยๆถอยร่นเข้าไปในตัวเมืองสตาลินกราด สนามบินปิตอมนิกแตกในวันที่ 16 มกราคม ตามด้วยสนามบินกุมรักในวันที่ 22 มกราคม เกิดความโกลาหลขึ้นขณะที่ทหารเยอรมันพยายามแย่งกันขึ้นเครื่องบินลำเลียง Ju-52 ชุดสุดท้ายออกจากสตาลินกราด ทหารที่ได้รับบาดเจ็บถูกทิ้งไว้ไม่ได้รับการเหลียวแล

ทหารเยอรมันถูกผลักดันถอยร่นเข้าไปในตัวเมืองสตาลินกราดและริมฝั่งแม่น้ำโวลกา ขาดแคลนทั้งเสบียงอาหารและกระสุนปืน แต่ทหารเยอรมันหลายหน่วยรวมถึงอาสาสมัครโซเวียตที่เข้าข้างเยอรมันเรียกว่าฮีวี่ (Hiwi ย่อมาจากภาษาเยอรมันว่า Hilfswilliger) ก็ต่อสู้ต่อไปเพราะกลัวการแก้แค้นจากทหารโซเวียต ทหารเยอรมันนำตาข่ายมาขึงตามหน้าต่างอาคารต่างๆเพื่อป้องกันระเบิดมือ ส่วนทหารโซเวียตก็แก้ทางโดยการนำตะขอเบ็ดตกปลามาติดกับระเบิดมือ เมื่อโยนไปแล้วตะขอจะได้เกี่ยวติดกับตาข่าย แม้กองทัพเยอรมันจะยังพอมีรถถังเหลืออยู่บ้าง แต่เนื่องจากไม่มีน้ำมัน จึงได้แต่นำรถถังมาจอดทำเป็นบังเกอร์เท่านั้น

ภาพทหารโซเวียตในสตาลินกราด ปี ค.ศ.1943
(RIA Novosti archive, image #44732 / Zelma / CC-BY-SA 3.0)

วันที่ 22 มกราคม พลโทโรคอสซอฟสกียื่นข้อเสนอให้นายพลเพาลุสยอมแพ้อีกครั้ง วันที่ 24 มกราคม เพาลุสวิทยุไปขออนุญาตฮิตเลอร์ให้กองทัพที่ 6 ยอมแพ้ เพาลุสบอกว่าเขาไม่สามารถควบคุมสั่งการทหารได้อีกต่อไป มีทหารบาดเจ็บกว่า 18,000 นายที่ไม่มีผ้าพันแผลหรือยารักษา ฮิตเลอร์ปฏิเสธคำขอของเพาลุส สั่งให้กองทัพที่ 6 สู้จนตัวตัวตายจนถึงทหารคนสุดท้าย

วันที่ 26 มกราคม กองทัพโซเวียตยึดที่ราบสูงมามาเยฟ เคอร์กัน (Mamayev-Kurgan) แล้วแบ่งกองทัพที่ 6 ออกเป็นสองส่วน ต่อมาอีกสองวันก็ยึดพื้นที่เพิ่มเติมได้อีกแล้วแบ่งกองทัพเยอรมันออกเป็น 3 ส่วน จำนวนทหารเยอรมันที่ได้รับบาดเจ็บไม่ได้รับการรักษาเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 นาย

วันที่ 30 มกราคม ฮิตเลอร์แต่งตั้งเพาลุสเป็นจอมพล ตอกย้ำคำสั่งให้กองทัพที่ 6 สู้จนทหารคนสุดท้าย เพราะในประวัติศาสตร์ยังไม่เคยมีจอมพลเยอรมันคนไหนยอมแพ้มาก่อน ฮิตเลอร์ต้องการให้เพาลุสเลือกฆ่าตัวตายมากกว่าจะยอมแพ้เพื่อรักษาศักดิ์ศรีดังกล่าว แต่สุดท้ายในช่วงเช้าวันถัดมา เมื่อทหารโซเวียตรุกมาถึงด้านหน้ากองบัญชาการ จอมพลเพาลุสและคณะเสนาธิการก็ตัดสินใจยอมแพ้ต่อกองทัพโซเวียตเพื่อรักษาชีวิตทหาร ทหารเยอรมันที่เหลือยอมแพ้ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์

ภาพจอมพลฟรีดริช เพาลุสและคณะเสนาธิการยอมจำนนต่อกองทัพโซเวียต วันที่ 31 มกราคม ค.ศ.1943 (Bundesarchiv, Bild 183-F0316-0204-005 / CC-BY-SA 3.0)

จากจำนวนทหารเยอรมันที่ตกอยู่ในวงล้อมของโซเวียตตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1942 เกือบ 300,000 นาย มีทหารที่รอดชีวิตตกเป็นเชลยของโซเวียตในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1943 เพียง 91,000 นาย เชลยศึกเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติที่เลวร้ายและถูกใช้แรงงานหนัก หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงมีเพียง 5,000 นายที่รอดชีวิตกลับเยอรมนีได้

กองทัพโซเวียตได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่และเปิดฉากตีโต้กองทัพเยอรมันถอยร่นไปจากเทือกเขาคอเคซัสและแถบแม่น้ำดอน ก่อนที่การรุกของโซเวียตจะหยุดลงในเดือนมีนาคม หนึ่งในเมืองที่กองทัพโซเวียตยึดกลับคืนมาได้คือเมืองคูร์ส (Kursk) ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นสมรภูมิรถถังประจัญบาน

จบบริบูรณ์

สวัสดี

05.05.2021

แสดงความคิดเห็น