โวลแฟรม ฟอน ริชโธเฟน จอมพลแห่งกองทัพอากาศเยอรมัน ลูกพี่ลูกน้องของเรดบารอน

ภาพ โวลแฟรม ฟอน ริชโธเฟน (คนขวามือ) ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1942
(Bundesarchiv, Bild 101I-452-0985-36 / Briecke / CC-BY-SA 3.0)

โวลแฟรม ฟอน ริชโธเฟน (Wolfram von Richthofen) เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ.1895 ในตระกูลชนชั้นสูงของปรัสเซีย เป็นลูกพี่ลูกน้องกับมันเฟรด ฟอน ริชโธเฟน (Manfred von Richthofen) เจ้าของฉายาเรดบารอน (Red Baron) และโลธาร์ ฟอน ริชโธเฟน (Lothar von Richthofen) ในปี ค.ศ.1913 เมื่อริชโธเฟนอายุ 18 ปี เขาก็เลือกสมัครเป็นทหารในกองทัพบก แทนที่จะศึกษาต่อเพื่อเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งขึ้นในปี ค.ศ.1914 โวลแฟรมอยู่ในหน่วยทหารม้าฮุสซาร์ของกรมทหารม้าที่ 12 สังกัดกองพลทหารม้าที่ 5 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพที่ 3 ของเยอรมัน บุกเบลเยียมและฝรั่งเศสตามแผนชลีฟเฟน (Schlieffen Plan) เขาได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นที่สองในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ.1914 ต่อมาเมื่อแนวรบด้านตะวันตกเริ่มแปรสภาพกลายเป็นสงครามสนามเพลาะ ขีดความสามารถในการปฏิบัติการของทหารม้าก็ลดน้อยลง หน่วยของโวลแฟรมจึงถูกย้ายไปยังแนวรบด้านตะวันออกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1915 แต่สุดท้ายกองทัพเยอรมันก็ไม่ค่อยได้ใช้งานทหารม้าอยู่ดี โวลแฟรมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในหน่วยกำลังสำรอง แม้เขาจะได้เลื่อนยศเป็นนายทหาร แต่เขาก็มองว่าการอยู่ในหน่วยทหารม้าต่อไปนั้นไม่มีโอกาสก้าวหน้าหรือสร้างชื่อเสียงได้ ประกอบกับลูกพี่ลูกน้องของเขาคือมันเฟรดและโลธาร์ซึ่งตอนนั้นเป็นนักบินที่มีชื่อเสียงโด่งดังของกองทัพอากาศเยอรมันก็คอยรบเร้าให้เขามาเป็นนักบินเช่นกัน สุดท้ายโวลแฟรมจึงตัดสินใจย้ายไปสังกัดกองทัพอากาศในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1917

โวลแฟรมสำเร็จการฝึกและได้เข้าสังกัดกองบินขับไล่ที่ 1 (Jagdgeschwader I ) ใต้บังคับบัญชาของมันเฟรด ลูกพี่ลูกน้องของเขาในวันที่ 4 เมษายน ค.ศ.1918 เขาได้บินออกรบครั้งแรกในวันที่ 21 เมษายน โดยมันเฟรดบอกให้เขาหลีกเลี่ยงการปะทะกับเครื่องบินขับไล่ฝ่ายตรงข้ามไว้ก่อนเนื่องจากเป็นนักบินใหม่ ยังขาดประสบการณ์ โวลแฟรมทำตามที่มันเฟรดบอกโดยการไต่ระดับขึ้นไปที่เพดานบินสูง แต่เขากลับขึ้นไปพบกับนักบินใหม่ของแคนาดาชื่อวิวฟริด เมย์ (Wilfrid May) ซึ่งถูกบอกให้บินที่เพดานบินสูงเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะเช่นกัน ระหว่างที่ปะทะกันอยู่นั้น โวลแฟรมเสียท่าถูกเมย์ไล่ติดตาม เมื่อมันเฟรดเห็นจึงเข้ามาช่วย แล้วไล่ติดตามเมย์ไปทั่วทั้งสมรภูมิ แม้โวลแฟรมจะเอาตัวรอดมาได้ แต่มันเฟรดกลับถูกยิงระหว่างที่ไล่ติดตามเมย์อยู่ ส่งผลให้เสืออากาศเจ้าของฉายาเรดบารอนเสียชีวิตลงในวันเดียวกับที่ลูกพี่ลูกน้องของเขาออกบินรบครั้งแรก ต่อมาโวลแฟรมมีผลงานยิงเครื่องบินข้าศึกตก 8 ลำก่อนที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 11 พฤศจิกายน

ระหว่างปี ค.ศ.1919 – 1922 โวลแฟรมไปศึกษาต่อด้านวิศวกรรมการบิน ก่อนจะกลับเข้าร่วมกองทัพเยอรมันอีกครั้งหนึ่ง (ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ลูกพี่ลูกน้องเขาอีกคนหนึ่งคือโลธาร์ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก) เขาได้รับตำแหน่งทูตทหารอากาศประจำอยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลีระหว่างปี ค.ศ.1929 – 1931 อย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากสนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles) ห้ามไม่ให้เยอรมนีมีกองทัพอากาศ ต่อมาเมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ขึ้นสู่อำนาจ มีนโยบายฟื้นฟูกองทัพเยอรมันกลับขึ้นมาใหม่ โวลแฟรมจึงได้เข้าร่วมกองทัพอากาศเยอรมัน (Luftwaffe) อย่างเป็นทางการ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาและทดสอบเครื่องบินรบรุ่นใหม่ๆด้วย

เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองสเปน (Spanish Civil War) ในปี ค.ศ.1936 โวลแฟรมได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกำลังทางอากาศของเยอรมันในสังกัดกองพลคอนดอร์ (Condor Legion) ซึ่งเยอรมนีส่งไปสนับสนุนนายพลฟรานซิสโก ฟรังโก (Francisco Franco) ประสบการณ์จากสงครามกลางเมืองสเปนเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับกองทัพอากาศเยอรมัน โดยเฉพาะเรื่องการติดต่อสื่อสารและการสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด (CAS)

ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเปิดฉากขึ้นในเดือนกันยายน ค.ศ.1939 โวลแฟรมก็ได้เป็นผู้บัญชาการกองบินที่ 8 (8th Air Corps) ของกองทัพอากาศเยอรมันซึ่งรับผิดชอบภารกิจโจมตีภารพื้นดินโดยเฉพาะ มีบทบาทสำคัญตั้งแต่การบุกโปแลนด์ ไปจนถึงการบุกยุโรปตะวันตกและการยึดครองฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1940 เขาได้รับเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กชั้นอัศวินในวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ.1940 อย่างไรก็ตามกองบินของโวลแฟรมประสบความพ่ายแพ้ครั้งแรกระหว่างยุทธเวหาเหนือเกาะอังกฤษ (Battle of Britain) เครื่องบินดำทิ้งระเบิด Ju-87 Stuka ซึ่งขาดความคล่องตัวถูกเครื่องบินขับไล่อังกฤษยิงตกอย่างง่ายดาย จนต้องถอนตัวจากการรบไปในที่สุด หลังจากนั้นกองบินที่ 8 ก็ได้รับมอบหมายภารกิจสนับสนุนกองทัพเยอรมันบุกยูโกสลาเวียและกรีซระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ค.ศ.1941

หลังจากยึดครองคาบสมุทรบอลข่านได้อย่างเด็ดขาด กองทัพเยอรมันก็เปิดฉากบุกสหภาพโซเวียตในวันที่ 22 มิถุนายน ตามปฏิบัติการบาร์บารอสซ่า (Operation Barbarossa) กองพลบินที่ 8 มีบทบาทสำคัญในการทำลายกองทัพน้อยทหารม้าที่ 6 ของโซเวียตอย่างย่อยยับ และสนับสนุนกลุ่มกองทัพภาคกลาง (Army Group Center) ล้อมเมืองสโมเลนสค์ แม้ปฏิบัติการของกองทัพเยอรมันจะประสบความสำเร็จ แต่โวลแฟรมก็เริ่มสังเกตเห็นปัญหาการส่งกำลังบำรุงของเยอรมัน เขาวิจารณ์ว่ากองทัพเยอรมันเก่งการรบแต่อ่อนเรื่องการส่งกำลังบำรุง (the Germans are good at fighting but weak at logistics)

หลังจากยึดเมืองสโมเลนสค์ได้แล้ว ฮิตเลอร์ก็สั่งให้กลุ่มกองทัพภาคกลางหยุดการรุก แบ่งกำลังพลไปสนับสนุนกลุ่มกองทัพภาคเหนือ (Army Group North) และกลุ่มกองทัพภาคใต้ (Army Group South) ยึดเมืองเลนินกราดและเมืองเคียฟตามลำดับ กองบินที่ 8 ได้รับมอบหมายภารกิจสนับสนุนกลุ่มกองทัพภาคเหนือ แม้กองทัพเยอรมันจะล้อมเมืองเลนินกราดได้ แต่กองบินที่ 8 ก็ประสบความสูญเสียมาก มีเครื่องบินรบถูกยิงตก 27 ลำ เสียหายอีก 143 ลำ หลังจากนั้นกองบินที่ 8 ก็ถูกย้ายลงใต้อีกคครั้งหนึ่งไปสนับสนุนปฏิบัติการไต้ฝุ่น (Operation Typhoon) บุกกรุงมอสโก

ช่วงต้นปี ค.ศ.1942 กองบินที่ 8 ได้รับมอบหมายภารกิจสนับสนุนกองทัพที่ 11 ของนายพลเอริช ฟอน มันชไตน์ (Erich von Manstein) เข้ายึดครองไครเมียและเมืองเซวัสโตโปล ความสำเร็จในสมรภูมินี้ส่งผลให้โวลแฟรมได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองพลบินที่ 4 (Luftlfotte 4) ตั้งแต่ก่อนที่กองทัพเยอรมันจะยึดเมืองเซวัสโตโปลได้อย่างเด็ดขาดเสียอีก สาเหตุหนึ่งเพราะกองบัญชาการเยอรมันกำลังจะเริ่มแผนน้ำเงิน (Case Blue) บุกยึดบ่อน้ำมันแถบเทือกเขาคอเคซัสและเมืองสตาลินกราด จึงต้องย้ายโวลแฟรมมาเตรียมพร้อมไว้ก่อน แต่จริงๆแล้วโวลแฟรมไม่พอใจมากที่เขาถูกย้ายระหว่างปฏิบัติการ และไม่ได้มีส่วนร่วมตอนที่เมืองเซวัสโตโปลแตก

เมื่อกองทัพเยอรมันเริ่มแผนน้ำเงินในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ.1942 กองพลบินที่ 4 ของโวลแฟรมมีเครื่องบินรบถึง 1,400 ลำ อย่างไรก็ตามการที่ต้องสนับสนุนกลุ่มกองทัพ A ที่รุกลงไปยังเทือกเขาคอเคซัสและกลุ่มกองทัพ B ที่มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำโวลกาและเมืองสตาลินกราดพร้อมกันก็ถือเป็นภาระหนักมาก ต่อมาเมื่อฮิตเลอร์ต้องการยึดเมืองสตาลินกราดให้ได้ กำลังทางอากาศส่วนใหญ่ก็ถูกทุ่มไปที่สตาลินกราด ส่งผลให้กองทัพเยอรมันในแถบเทือกเขาคอเคซัสได้รับการสนับสนุนทางอากาศไม่เพียงพอ

วันที่ 19 พฤศจิกายน กองทัพโซเวียตทำการรุกตอบโต้กองทัพเยอรมันในปฏิบัติการยูเรนัส (Operation Uranus) ล้อมกองทัพที่ 6 ของเยอรมันไว้ในเมืองสตาลินกราด ฮิตเลอร์สั่งให้กองทัพเยอรมันยึดพื้นที่ไว้อย่างเหนียวแน่นและรับการส่งกำลังบำรุงทางอากาศ แต่โวลแฟรมรู้ดีว่ากองทัพอากาศเยอรมันไม่มีขีดความสามารถมากพอจะส่งกำลังบำรุงให้กองทัพที่ 6 ทั้งกองทัพได้ เขาพยายามอธิบายประเด็นนี้ให้ฮิตเลอร์และจอมพลแฮร์มานน์ เกอริง (Hermann Goering) ผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมันแต่ไม่เป็นผล สุดท้ายกองทัพที่ 6 ที่ได้รับเสบียงและยุทโธปกรณ์ไม่เพียงพอก็ค่อยๆอดอยากจนต้องยอมแพ้ในที่สุด ขณะที่กองทัพอากาศเยอรมันก็ประสบความสูญเสียอย่างหนัก สูญเสียเครื่องบินลำเลียงถึง 488 ลำและนักบินกว่า 1,000 นาย อย่างไรก็ตามกองทัพอากาศก็สามารถอพยพทหารที่ได้รับบาดเจ็บออกจากสตาลินกราดได้กว่า 24,760 นายและเจ้าหน้าที่เทคนิคอีก 5,150 นาย คิดเป็นประมาณ 11% ของทหารเยอรมันทั้งหมดที่ถูกล้อมในสตาลินกราด โวลแฟรมได้รับการเลื่อนยศเป็นจอมพลในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1943

หลังสมรภูมิสตาลินกราด กองพลบินที่ 4 ก็มีบทบาทสนับสนุนจอมพลมันชไตน์ทำการรุกตอบโต้กองทัพโซเวียตจนสามารถยึดเมืองฮาร์คอฟคืนมาได้ หลังจากนั้นโวลแฟรมก็เริ่มเตรียมตัวสำหรับการบุกยึดเมืองคูร์สในปฏิบัติการซิตาเดล (Operation Citadel) แต่สุดท้ายเขากลับถูกย้ายไปประจำแนวรบด้านทะเลเมดิเตอเรเนียนก่อนจะเริ่มปฏิบัติการ

ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง สุขภาพของโวลแฟรมเริ่มย่ำแย่ลง ในตุลาคม ค.ศ.1944 เขาถูกตรวจพบว่ามีเนื้องอกในสมอง แม้จะรับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลกองทัพอากาศในออสเตรียแล้ว แต่ก็ทำได้เพียงแค่ชะลออาการเท่านั้น เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายนและถูกย้ายไปสังกัดกำลังสำรอง เขาเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งช่วงต้นปี ค.ศ.1945 แต่ตอนนั้นเนื้องอกได้ลุกลามไปจนไม่สามารถรักษาได้แล้ว หลังเยอรมนียอมแพ้ในวันที่ 8 พฤษภาคม ทหารอเมริกันก็เข้ายึดครองโรงพยาบาลและจับตัวเขาเป็นเชลยศึก โวลแฟรม ฟอน ริชโธเฟน เสียชีวิตในวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ.1945

สวัสดี

10.05.2021

แสดงความคิดเห็น