สมรภูมิฮาร์คอฟครั้งที่ 3 :จอมพลมันชไตน์กับการดีดกลับของสปริง

หลังกองทัพที่ 6 ของเยอรมันยอมแพ้ที่สตาลินกราด ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1943 กองทัพโซเวียตก็ทุ่มกำลังรุกไปทางทิศตะวันตกในปฏิบัติการดาว (Operation Star) และปฏิบัติการวิ่งห้อ (Operation Gallop) สามารถยึดเมืองต่างๆทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัสเซียและภาคตะวันออกของยูเครนได้หลายแห่ง สถานการณ์ของฝ่ายอักษะเริ่มคับขัน กองทัพเยอรมันขาดแคลนทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ตลอดแนวรบมีรถถังอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเพียง 495 คันเท่านั้น ไม่สามารถต้านทานกองทัพโซเวียตได้

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1943 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) แต่งตั้งจอมพลเอริช ฟอน มันชไตน์ (Erich von Manstein) เป็นผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพภาคใต้ (Army Group South) ฮิตเลอร์ยืนกรานให้กองทัพเยอรมันห้ามถอยเด็ดขาด ต้องรักษาพื้นที่ไว้ให้ได้ โดยเฉพาะเมืองฮาร์คอฟ (Kharkov) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ แต่มันชไตน์มองว่าถ้ากองทัพเยอรมันดันทุรังยึดพื้นที่ไว้ต่อไปมีแต่จะถูกล้อม เขาจึงสั่งให้ทหารเยอรมันค่อยๆถอยทัพอย่างเป็นระบบ นายพลพอล เฮาเซอร์ (Paul Hausser) ผู้บัญชาการกองทัพน้อยยานเกราะ เอสเอส (SS-Panzer Corps) ก็เชื่อฟังคำสั่งของมันชไตน์ ถอนทหารออกจากเมืองฮาร์คอฟปล่อยให้กองทัพโซเวียตยึดเมืองได้ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เมื่อฮิตเลอร์ได้ข่าวก็โกรธมาก รีบบินไปพบมันชไตน์ที่กองบัญชาการในเมืองซาโปรอชเยีย (Zaporozhye) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครนในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ มันชไตน์จึงอธิบายแผนการตอบโต้กองทัพโซเวียตให้ฮิตเลอร์ฟัง โดยมันชไตน์ต้องการให้กองทัพโซเวียตทำการรุกจนสุดสายส่งกำลังบำรุง จากนั้นเมื่อกองทัพโซเวียตอ่อนกำลังลงเพราะได้รับการส่งบำรุงบำรุงไม่เพียงพอ กองทัพเยอรมันก็จะรุกตอบโต้อย่างรวดเร็วและรุนแรง เหมือนกับการดีดกลับของสปริงนั่นเอง

ภาพนายพลพอล เฮาเซอร์ ผู้บัญชาการกองทัพน้อยยานเกราะ เอสเอส
(Bundesarchiv, Bild 146-1973-122-16 / CC-BY-SA 3.0)

มันชไตน์ระดมกำลังยานเกราะเยอรมันสำหรับการรุกตอบโต้ ประกอบด้วยกำลังพลจากกองทัพน้อยยานเกราะ เอสเอสใต้บังคับบัญชาของนายพลเฮาเซอร์, กองทัพยานเกราะที่ 4 (4th Panzer Army) ของนายพลแฮร์มาน โฮธ (Hermann Hoth) และกองทัพยานเกราะที่ 1 (1st Panzer Army) ของนายพลเอเบอร์ฮาร์ด ฟอน แมคเคนเซ่น (Eberhard von Mackensen) มีกำลังพลรวมกันประมาณ 130,000 นาย รถถังของเยอรมันส่วนใหญ่ยังเป็นรุ่น Panzer III ติดอาวุธปืนใหญ่ขนาด 50 มิลลิเมตรลำกล้องยาวและ Panzer IV ติดอาวุธปืนใหญ่ขนาด 75 มิลลิเมตรลำกล้องยาว แต่กองพลยานเกราะ เอสเอสในสังกัดกองทัพน้อยยานเกราะ เอสเอสทั้ง 3 กองพลคือ กองพลยานเกราะ เอสเอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์เตอ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (1st SS Panzer Division Leibstandarte SS Adolf Hitler), กองพลยานเกราะ เอสเอส ที่ 2 ดาส ไรช์ (2nd SS Panzer Division Das Reich) และกองพลยานเกราะ เอสเอส ที่ 3 โทเทนคอฟ (3rd SS Panzer Division Totenkopf) ต่างก็ได้รับรถถังหนัก Tiger I มาใช้งานแล้ว รถถังรุ่นนี้มีเกราะหนา ติดอาวุธปืนใหญ่ขนาด 88 มิลลิเมตร สามารถทำลายรถถังโซเวียตได้จากระยะไกล

ทางด้านกองทัพโซเวียตมีกำลังพลป้องกันพื้นที่รอบเมืองฮาร์คอฟจำนวน 6 กองทัพ แม้จะดูเหมือนมีจำนวนมาก แต่กองทัพโซเวียตทำการรุกต่อเนื่องมานาน กำลังพลและยุทโธปกรณ์ร่อยหรอ บางกองพลมีกำลังพลเหลือแค่ 1,000 – 1,500 นาย ส่งผลให้กองทัพโซเวียต 6 กองทัพนั้นมีกำลังพลรวมกันจริงๆประมาณ 210,000 นายเท่านั้น มากกว่าฝ่ายเยอรมันไม่ถึง 2 ต่อ 1 ประกอบกับได้รับการส่งกำลังบำรุงไม่เพียงพอ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ทหารเยอรมันซึ่งได้รับการฝึกดีกว่าจะสามารถเอาชนะทหารโซเวียตได้

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ หน่วยยานเกราะเยอรมันเริ่มทำการรุกตอบโต้กองทัพโซเวียตจากทางใต้ของเมืองฮาร์คอฟ โดยที่ฝ่ายโซเวียตไม่ทันตั้งตัว สภาพภูมิประเทศที่เป็นที่โล่งกว้างและแม่น้ำยังคงปกคลุมด้วยน้ำแข็งก็เอื้ออำนวยให้รถถังเยอรมันสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วสูง สนับสนุนโดยเครื่องบินรบของกองพลบินที่ 4 (Luftflotte 4) ใต้บังคับบัญชาของโวลแฟรม ฟอน ริชโธเฟน (Wolfram von Richthofen) ทำการบินเฉลี่ยวันละกว่า 1,000 เที่ยวบิน ทหารโซเวียตจำนวนมากตกอยู่ในวงล้อมของทหารเยอรมันและถูกกวาดล้าง ภายในเวลาไม่กี่วัน กองทัพโซเวียตสูญเสียทหารไป 23,000 นาย มีทหารโซเวียตตกเป็นเชลย 10,000 นาย ในที่สุดกองทัพน้อยยานเกราะ เอสเอส ก็มาถึงชานเมืองฮาร์คอฟ

ภาพยานเกราะล่ารถถัง Marder III ของกองทัพน้อยยานเกราะ เอสเอส ใกล้เมืองฮาร์คอฟ
(Bundesarchiv, Bild 101III-Roth-173-01 / Roth, Franz / CC-BY-SA 3.0)

ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ กองทัพโซเวียตส่งกำลังเสริมจากกองทัพรถถังที่ 3 (3rd Tank Army) และกองทัพที่ 69 (69th Army) ทำการรุกตอบโต้กองทัพเยอรมัน แต่ตอนนั้นกองทัพอากาศเยอรมันสามารถครองน่านฟ้าเหนือฮาร์คอฟได้แล้ว ส่งผลให้กองทัพรถถังที่ 3 ถูกโจมตีทางอากาศตลอดเวลา การส่งกำลังบำรุงเป็นไปอย่างยากลำบาก แถมยังถูกกองพลยานเกราะ เอสเอส โจมตีจากหลายทิศทาง เมื่อเวลาผ่านไปถึงวันที่ 5 มีนาคม กำลังพลของกองทัพรถถังที่ 3 ก็ร่อยหรอไปเกือบหมด ต้องถอนกำลังกลับไปสร้างแนวป้องกันใหม่ในที่สุด ส่วนกองทัพที่ 69 ก็ถูกกองทัพยานเกราะที่ 1 และกองทัพยานเกราะที่ 4 ของเยอรมันเข้าตีจนถอยร่นกลับไปเช่นกัน

กองทัพเยอรมันทำการรุกต่อไปยังเมืองฮาร์คอฟ สภาพอากาศเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ น้ำแข็งเริ่มละลายส่งผลให้ถนนเริ่มกลายเป็นโคลนเลน กองทัพเยอรมันต้องแข่งกับเวลาและสามารถล้อมเมืองฮาร์คอฟได้ในวันที่ 9 มีนาคม กองทัพโซเวียตพยายามทำการรุกตอบโต้หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ถึงตอนนี้มันชไตน์และโฮธต้องการให้กองทัพน้อยยานเกราะ เอสเอส ล้อมเมืองฮาร์คอฟไว้โดยไม่ต้องบุกเข้ายึดเมือง เพราะไม่ต้องการให้เกิดสตาลินกราด 2.0 แต่เฮาเซอร์กลับออกคำสั่งให้กองทัพน้อยยานเกราะ เอสเอส บุกเข้ายึดเมืองในวันที่ 11 มีนาคม

การสู้รบในเมืองฮาร์คอฟเป็นไปอย่างดุเดือด ทหารโซเวียตอาศัยซากปรักหักพังเป็นเครื่องกีดขวางรถถังเยอรมัน รวมถึงใช้เป็นที่ซ่อนปืนใหญ่ต่อสู้รถถังของฝ่ายตนด้วย ทหารเยอรมันต้องค่อยๆกวาดล้างทหารโซเวียตไปทีละถนน ทีละอาคาร จนกระทั่งวันที่ 14 มีนาคม กองทัพเยอรมันก็ยึดเมืองฮาร์คอฟได้อย่างสมบูรณ์ มีทหารโซเวียตเหลืออยู่ประปราย ถูกกวาดล้างจนหมดในวันที่ 16 มีนาคม ถือเป็นชัยชนะสำคัญของกองทัพเยอรมันหลังความพ่ายแพ้ในสมรภูมิสตาลินกราด ในสมรภูมิฮาร์คอฟครั้งนี้กองทัพโซเวียตสูญเสียทหารทั้งที่บาดเจ็บและเสียชีวิตรวมกันกว่า 80,000 นาย ขณะที่กองทัพน้อยยานเกราะ เอสเอส ก็สูญเสียทหารทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิตรวมกันกว่า 11,500 นาย

ภาพรถกึ่งสายพาน Sd.Kfz. 251 ของทหารเยอรมันในเมืองฮาร์คอฟ เดือนมีนาคม ค.ศ.1943
(Bundesarchiv, Bild 183-J22454 / Zschäckel, Friedrich / CC-BY-SA 3.0)

กองทัพเยอรมันทำการรุกต่อไปทางทิศเหนือและสามารถยึดเมืองเบลโกรอด (Belgorod) ได้ในวันที่ 18 มีนาคม มันชไตน์ต้องการให้กองทัพเยอรมันรุกต่อไปยึดเมืองคูร์ส (Kursk) เพื่อเชื่อมกับกลุ่มกองทัพภาคกลาง (Army Group Center) ที่เมืองโอเรล (Orel) แต่ตอนนั้นถนนหนทางได้กลายเป็นโคลนเลนอย่างสมบูรณ์แล้ว มันชไตน์จึงต้องสั่งยุติการรุกในวันที่ 23 มีนาคม ปฏิบัติการยึดเมืองคูร์สถูกเลื่อนไปเป็นช่วงฤดูร้อน และจะกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิรถถังครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

สวัสดี

14.05.2021

แสดงความคิดเห็น