สมรภูมิคูร์ส ตอนที่ 5 ปฏิบัติการคูตูซอฟ และโพลคาวาเดส รุมยานเซฟ

วันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ.1943 วันเดียวกับที่ศึกรถถังประจัญบานที่โปรฮารัฟกา (Battle of Prokhorovka) ดำเนินไปอย่างดุเดือด กองทัพโซเวียตก็เปิดฉากโจมตีตอบโต้กองทัพเยอรมันจากทางเหนือของเมืองโอเรล (Orel) ในชื่อปฏิบัติการคูตูซอฟ (Operation Kutuzov) ตลบหลังกองทัพที่ 9 ของนายพลวัลเทอร์ โมเดล (Walter Model) ช่วงแรกๆกองทัพโซเวียตสามารถทำการรุกได้อย่างรวดเร็วโดยแทบไม่มีการต่อต้านจากฝ่ายเยอรมันเลย เนื่องจากแนวหน้าของเยอรมันทางด้านนี้มีเพียงกองทัพยานเกราะที่ 2 (2nd Panzer Army) วางกำลังอย่างเบาบางกระจายออกไปเป็นแนวยาว เนื่องจากกำลังเสริมและยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่ถูกดึงไปเสริมให้กองทัพที่ 9 ใช้ในปฏิบัติการซิตาเดล (Operation Citadel) หมด อย่างไรก็ตามเนื่องจากการรุกของกองทัพที่ 9 ทางเหนือของเมืองคูร์ส (Kursk) ได้หยุดชะงักมาระยะหนึ่งแล้ว และกองบัญชาการเยอรมันก็คาดการณ์ไว้แล้วว่ากองทัพโซเวียตน่าจะโจมตีจากทางด้านนี้ นายพลโมเดลจึงออกคำสั่งให้กองทัพที่ 9 ถอนตัวจากสมรภูมิคูร์ส (Battle of Kursk) ได้เร็ว ขณะเดียวกันกองทัพอากาศเยอรมัน (Luftwaffe) ก็ระดมเครื่องบินโจมตีที่มีเช่นเครื่องบินดำทิ้งระเบิด Ju-87 Stuka รุ่นที่ติดปืนใหญ่อัตโนมัติขนาด 37 มิลลิเมตรไว้ใต้ปีกทั้งสองข้าง ออกมาสกัดหน่วยยานเกราะโซเวียตอย่างเต็มที่ ช่วยซื้อเวลาให้กองทัพเยอรมันถอยทัพออกจากพื้นที่ก่อนจะถูกกองทัพโซเวียตโอบล้อม เมื่อถึงวันที่ 5 สิงหาคม กองทัพโซเวียตก็ยึดพื้นที่รอบเมืองโอเรลกลับมาได้อย่างเด็ดขาด

ภาพรถถัง T-34 ของโซเวียตเคลื่อนเข้าสู่เมืองโอเรล (scan of chronicles from RGAKFD – Russian Archive)

ส่วนแนวรบทางใต้ของเมืองคูร์ส เนื่องจากหน่วยยานเกราะโซเวียตทางด้านนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนักระหว่างสมรภูมิคูร์ส ส่งผลให้ต้องใช้เวลาฟื้นฟูกำลังอยู่เกือบหนึ่งเดือน ก่อนจะเริ่มโจมตีตอบโต้กองทัพเยอรมันได้ วันที่ 3 สิงหาคม กองทัพโซเวียตเริ่มปฏิบัติการโพลคาวาเดส รุมยานเซฟ (Operation Polkovodets Rumyantsev ตั้งชื่อตามจอมพลปีเตอร์ รุมยานเซฟ Pyotr Rumyantsev สมัยศตวรรษที่ 18) มุ่งตรงมายังเมืองเบลโกรอด (Belgorod) และฮาร์คอฟ (Kharkov)

กองทัพรถถังที่ 1 (1st Tank Army) ใต้บังคับบัญชาของนายพลมิฮาอิล คาตูคอฟ (Mikhail Katukov) และกองทัพรถถังที่ 5 พิทักษ์รัฐ (5th Guards Tank Army) ใต้บังคับบัญชาของนายพลพาเวล รอตมิสตรอฟ (Pavel Rotmistrov) สามารถทำการรุกได้อย่างรวดเร็ว สามารถยึดเมืองเบลโกรอดได้ในวันที่ 5 สิงหาคม เนื่องจากแนวรบของเยอรมันอ่อนกำลังลงไปมาก หลังกองทัพน้อยยานเกราะ เอสเอส ที่ 2 (II SS Panzer Corps) ของนายพลพอล เฮาเซอร์ (Paul Hausser) ถูกดึงไปยังแนวรบด้านอิตาลี ในวันเดียวกันนี้ที่กรุงมอสโกก็มีการยิงสลุตเฉลิมฉลองการปลดปล่อยเมืองโอเรลและเบลโกรอด

ภาพรถถัง Tiger I ของเยอรมันใกล้เมืองเบลโกรอด เดือนสิงหาคม ค.ศ.1943
(Bundesarchiv, Bild 146-1975-080-22 / Lohse, Bernd / CC-BY-SA 3.0)

กองทัพโซเวียตมุ่งหน้าต่อไปยังเมืองฮาร์คอฟ ทหารเยอรมันได้เปลี่ยนเมืองนี้ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญให้กลายเป็นป้อมปราการที่เข้มแข็ง กองทัพรถถังที่ 1 ของนายพลคาตูคอฟจึงเลือกที่จะไม่โจมตีเมืองฮาร์คอฟโดยตรง แต่อ้อมไปทางตะวันตกยึดเมืองบากาดูฮอฟ (Bogodukhov) แทน เมืองนี้อยู่ใกล้กับเส้นทางรถไฟและถนนสายหลักไปยังเมืองฮาร์คอฟ ถ้าเส้นทางนี้ถูกตัดขาด ทหารเยอรมันในเมืองฮาร์คอฟก็จะถูกล้อม จอมพลเอริช ฟอน มันชไตน์ (Erich von Manstein) ผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพภาคใต้ของเยอรมันจึงระดมกองหนุนทั้งหมดที่มีเข้ามาสกัดการรุกของกองทัพรถถังที่ 1 ป้องกันเส้นทางไปยังฮาร์คอฟเอาไว้ได้ แต่ในขณะเดียวกันนั้นเองกองทัพรถถังที่ 5 พิทักษ์รัฐของนายพลรอตมิสตรอฟก็เปิดฉากโจมตีเส้นทางนี้จากทางตะวันตกของเมืองฮาร์คอฟอีกจุดหนึ่ง แต่ฝ่ายเยอรมันเรียกกองพลยานเกราะ เอสเอส ที่ 2 ดาส ไรช์ (2nd SS Panzer Division Das Reich) และกองพลยานเกราะ เอสเอส ที่ 3 โทเทนคอฟ (3rd SS Panzer Division Totenkopf) ที่กำลังเตรียมเดินทางไปอิตาลีกลับมาได้ทันพอดี กองพลยานเกราะ เอสเอส ทั้งสองกองพลเข้าโจมตีตอบโต้หน่วยยานเกราะโซเวียตอย่างรุนแรง

แม้กองทัพเยอรมันจะสามารถป้องกันเส้นทางไปยังเมืองฮาร์คอฟเอาไว้ได้ แต่ฝ่ายโซเวียตก็ส่งกองหนุนเพิ่มเติมเข้ามาเรื่อยๆ จนแนวป้องกันของเยอรมันใกล้จะแตกเต็มทน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ยืนกรานให้กองทัพเยอรมันรักษาเมืองฮาร์คอฟไว้จนถึงที่สุด แต่จอมพลมันชไตน์ไม่ต้องการให้เกิดสตาลินกราด 2.0 จึงออกคำสั่งให้ทหารเยอรมันถอยทัพออกจากเมืองฮาร์คอฟในวันที่ 21 สิงหาคม วันรุ่งขึ้นทหารเยอรมันระเบิดคลังแสงในเมืองฮาร์คอฟทิ้ง แล้วถอนกำลังออกจากเมืองอย่างรีบเร่ง เมื่อเครื่องบินตรวจการณ์ของโซเวียตพบทหารเยอรมันที่กำลังถอย ประกอบกับการระดมยิงปืนใหญ่ของเยอรมันในแนวหน้าเริ่มลดลง นายพลอิวาน โคเนฟ (Ivan Konev) จึงออกคำสั่งให้กองทัพโซเวียตบุกเข้าเมืองฮาร์คอฟทันที และสามารถยึดเมืองได้ในวันที่ 23 สิงหาคม เป็นการปิดฉากสมรภูมิคูร์สด้วยชัยชนะของโซเวียต กองทัพเยอรมันถูกผลักดันถอยร่นเข้าไปในยูเครน ทหารเยอรมันเผาทำลายหมู่บ้านหลายร้อยแห่ง ชาวบ้านถูกกวาดต้อนไปใช้แรงงาน สถานีรถไฟและสะพานตามรายทางถูกระเบิดทิ้ง

ภาพรถถัง Churchill ที่โซเวียตได้รับมาจากอังกฤษแล่นผ่านซากรถหุ้มเกราะของเยอรมันระหว่างเข้ายึดเมืองฮาร์คอฟ (Public Domain)

ปฏิบัติการซิตาเดลเป็นปฏิบัติการรุกใหญ่ครั้งสุดท้ายของเยอรมันในแนวรบด้านตะวันออก ความล้มเหลวของปฏิบัติการนี้และความพ่ายแพ้ในสมรภูมิคูร์ส ส่งผลให้กองทัพเยอรมันเสียความริเริ่มไปอย่างถาวร หลังจากนี้กองทัพโซเวียตจะเป็นฝ่ายรุกกลับ เริ่มต้นด้วยปฏิบัติการปลดปล่อยยูเครนจากการยึดครองของเยอรมันระหว่างช่วงปลายปี ค.ศ.1943 ถึงต้นปี ค.ศ.1944

จบบริบูรณ์

สวัสดี

06.06.2021

แสดงความคิดเห็น