ปฏิบัติการบากราติออน และความพินาศของกลุ่มกองทัพภาคกลางของเยอรมัน

ภาพรถถัง T-34/85 ของโซเวียตในมินสค์ เดือนกรกฎาคม ค.ศ.1944 (Public Domain)

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองดำเนินมาถึงช่วงกลางปี ค.ศ.1944 สถานการณ์ของเยอรมันไม่สู้ดีนัก ในแนวรบด้านตะวันออก กลุ่มกองทัพภาคเหนือ (Army Group North) ต้องล่าถอยออกจากเมืองเลนินกราด (Leningrad) หลังกองทัพเยอรมันพยายามปิดล้อมเมืองนี้มานานเกือบ 900 วัน ขณะที่กลุ่มกองทัพภาคใต้ (Army Group South) ก็ถูกกองทัพโซเวียตโจมตีถอยร่นไปจากยูเครน มีเพียงกลุ่มกองทัพภาคกลาง (Army Group Center) ที่ยังป้องกันแนวหน้าในเบลารุสเอาไว้ได้ ในวันที่ 6 มิถุนายน ฝ่ายสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดี (Normandy) ทางภาคเหนือของฝรั่งเศสในวัน D-Day นับจากจุดนี้เป็นต้นไป กองทัพเยอรมันซึ่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ร่อยหรอลงไปมากจะต้องรับศึกทั้งด้านตะวันตกและตะวันออกพร้อมกัน

ในยูเครน กองทัพเยอรมันถูกผลักดันถอยร่นมาจนถึงเมืองลวอฟ (Lvov) ขณะที่เลยลงไปทางใต้ กองทัพโซเวียตก็เข้าประชิดโรมาเนีย แหล่งน้ำมันสำคัญของเยอรมัน กองบัญชาการเยอรมันเชื่อว่าการรุกครั้งถัดไปของโซเวียตจะใช้ยูเครนเป็นหัวหาด กองหนุนของเยอรมันจึงถูกส่งมาที่บริเวณนี้เป็นหลัก รวมถึงยานเกราะส่วนใหญ่ด้วย แต่ความจริงแล้วการรุกใหญ่ของโซเวียตในช่วงฤดูร้อน ปี ค.ศ.1944 มีเป้าหมายอยู่ที่เบลารุส ชื่อปฏิบัติการบากราติออน (Operation Bagration) ตั้งตามชื่อเจ้าชายปีเตอร์ บากราติออน (Pyotr Bagration) นายทหารรัสเซียสมัยสงครามนโปเลียน (Napoleonic War) กำหนดเริ่มปฏิบัติการวันที่ 22 มิถุนายน วันเดียวกับที่กองทัพเยอรมันเริ่มปฏิบัติการบาร์บารอสซ่า (Operation Barbarossa) เมื่อสามปีก่อนหน้านั้น

กองทัพโซเวียตเตรียมทุ่มกำลังพลกว่า 2,400,000 นาย รถถังและปืนใหญ่อัตตาจรมากกว่า 5,200 คัน ปืนใหญ่มากกว่า 30,000 กระบอก และเครื่องบินรบมากกว่า 5,300 ลำ สำหรับปฏิบัติการบากราติออน มีการเตรียมกระสุนและยุทธภัณฑ์มากกว่า 400,000 ตัน เชื้อเพลิงมากกว่า 300,000 ตัน และอาหารมากกว่า 500,000 ตัน สำหรับกำลังพลที่จะเข้าร่วมปฏิบัติการ

ภาพปืนใหญ่ขนาด 203 มิลลิเมตรรุ่น M1931 (B-4) ของโซเวียต (Public Domain)

การเตรียมตัวของกองทัพโซเวียตสำหรับปฏิบัติการบากราติออนเป็นความลับสุดยอด หน่วยทหารโซเวียตจะเคลื่อนกำลังไปยังแนวหน้าเฉพาะในเวลากลางคืนโดยไม่เปิดไฟรถ ส่วนในช่วงเวลากลางวันทหารโซเวียตจะทำการซ่อนพรางที่ตั้งของตัวเอง โดยมีเครื่องบินรบบินตรวจตรา ถ้านักบินเห็นที่ตั้งทหารหน่วยไหนจากทางอากาศก็จะส่งสัญญาณเตือนให้ปรับปรุงการซ่อนพราง มีเพียงกำลังพลที่ถูกส่งกลับจากแนวหน้าเท่านั้นที่เคลื่อนกำลังอย่างเปิดเผยในเวลากลางวันเพื่อให้หน่วยลาดตระเวนของเยอรมันเข้าใจว่าทหารโซเวียตถูกส่งไปเสริมกำลังในแนวรบด้านอื่น กองทัพโซเวียตยังระงับการสื่อสารด้วยวิทยุด้วย

ทางด้านกลุ่มกองทัพภาคกลางของเยอรมันในเบลารุสมีกำลังพลประมาณ 1,000,000 นาย แม้จะมีกำลังพลมาก แต่อาวุธหนักทั้งรถถัง ปืนใหญ่ และเครื่องบินรบของเยอรมันส่วนใหญ่ถูกดึงจากเบลารุสไปเสริมกำลังที่ยูเครน ส่งผลให้กองทัพเยอรมันในแนวรบด้านนี้อ่อนกำลังลงไปมาก กลุ่มกองทัพภาคกลางมีรถถังและปืนใหญ่อัตราจรเพียง 495 คัน ปืนใหญ่ประมาณ 3,000 กระบอก และเครื่องบินรบประมาณ 920 ลำ แถมกองบัญชาการเยอรมันก็ยังไม่รู้ว่ากองทัพโซเวียตจะทำการรุกที่เบลารุส จึงไม่มีการเตรียมพร้อมแต่อย่างใด จอมพลแอนสท์ บุช (Ernst Busch) ผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพภาคกลางพึ่งจะลาพักสามวันก่อนที่โซเวียตจะเริ่มปฏิบัติการ

กองโจรปาร์ติซาน (Partisan) เริ่มโจมตีรบกวนแนวหลังของเยอรมันตั้งแต่วันที่ 19 – 20 มิถุนายน ขณะที่ทหารช่างโซเวียตก็แทรกซึมเข้าไปตัดลวดหนามและเก็บกู้กับระเบิดในเขตปลอดทหาร ช่วงกลางคืนวันที่ 21 มิถุนายน ทหารโซเวียตเริ่มเข้าโจมตีที่มั่นและสนามเพลาะของทหารเยอรมันในแนวหน้าสุด เครื่องบินรบโซเวียตหลายร้อยลำก็ออกปฏิบัติการทิ้งระเบิดที่ตั้งของทหารเยอรมัน จากนั้นในช่วงเช้าวันที่ 22 มิถุนายน ปฏิบัติการบากราติออนก็เปิดฉากขึ้นเต็มรูปแบบตลอดแนวหน้า รถถังโซเวียตจำนวนมากเข้าสมทบกับทหารราบโจมตีที่มั่นของทหารเยอรมัน ขณะที่ฝูงเครื่องบินโจมตี Ilyushin Il-2 Shturmovik ก็ปรากฏตัวขึ้นเต็มท้องฟ้า ออกบินค้นหาที่ตั้งปืนใหญ่ของเยอรมันแล้วกราดยิงถล่มด้วยปืนกลและจรวด เครื่องบินรบโซเวียตออกปฏิบัติการได้อย่างอิสระ เนื่องจากในขณะนั้นกองทัพอากาศเยอรมันมีเครื่องบินขับไล่พร้อมใช้งานเพียง 40 ลำเท่านั้น

ภาพเครื่องบินโจมตี Ilyushin Il-2 Shturmovik ของโซเวียต (Public Domain)

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ออกคำสั่งให้กองทัพเยอรมันป้องกันเมืองสำคัญๆในเบลารุสจนถึงทหารคนสุดท้าย ห้ามถอยหรือยอมแพ้เด็ดขาด ต่อให้ถูกล้อมก็ตาม หนึ่งในเมืองที่ฮิตเลอร์ต้องการให้กองทัพเยอรมันรักษาไว้ให้ได้คือเมืองวีเต็บสค์ (Vitebsk) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเบลารุส ซึ่งมีทหารเยอรมัน 4 กองพลในสังกัดกองทัพน้อยที่ 53 (LIII Army Corps) ขึ้่นตรงกับกองทัพยานเกราะที่ 3 (3rd Panzer Army) ใต้บังคับบัญชาของนายพลเกออร์ค-ฮันส์ ไรน์ฮาร์ต (Georg-Hans Reinhardt) ป้องกันอยู่ แต่เมื่อกองทัพโซเวียตเริ่มปฏิบัติการบากราติออน นายพลไรน์ฮาร์ตพิจารณาแล้วมองว่าเมืองวิเต็บสค์เสี่ยงที่จะถูกล้อม จึงขออนุญาตถอนกำลังทหารออกมา ทว่าจอมพลบุชปฏิเสธ ยืนกรานให้นายพลไรน์ฮาร์ตรักษาเมืองไว้ตามคำสั่งของฮิตเลอร์ กว่าฮิตเลอร์จะอนุมัติให้ถอนทหารบางส่วนออกจากเมืองวิเต็บสค์ได้ในวันที่ 24 มิถุนายน กองทัพน้อยที่ 53 ก็ถูกล้อมเสียแล้ว สองวันต่อมาทหารเยอรมันพยายามฝ่าวงล้อมออกมาจากเมืองวิเต็บสค์แต่ถูกโจมตีทางอากาศและถูกยิงถล่มด้วยปืนใหญ่จนละลายทั้งหน่วย ส่งผลให้ทหารที่เหลืออยู่ตัดสินใจยอมแพ้ เยอรมันเสียทหารทั้งที่เสียชีวิตและถูกจับเป็นเชลยมากกว่า 28,000 นาย

ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเบลารุส กองทัพโซเวียตใต้บังคับบัญชาของนายพลคอนสแตนติน โรคอสซอฟสกี (Konstantin Rokossovsky) ก็เข้าโจมตีเมืองโบบรูสค์ (Bobruysk) และสลูตสค์ (Slutsk) จากสองทิศทาง เป็นยุทธวิธีใหม่แตกต่างจากหลักนิยมของโซเวียตที่ปกติจะเน้นการโจมตีไปที่จุดเดียว ตอนที่โรคอสซอฟสกีเสนอแผนการนี้ให้ผู้นำโซเวียตอิโอซิฟ สตาลิน (Iosif Stalin) พิจารณานั้น สตาลินขอให้โรคอสซอฟสกีคิดทบทวนใหม่ถึง 3 ครั้ง แต่โรคอสซอฟสกีก็ยังยืนยันแผนนี้ จนสุดท้ายสตาลินต้องยอมตาม ปรากฏว่าปฏิบัติการของโรคอสซอฟสกีประสบความสำเร็จงดงาม เนื่องจากกองทัพเยอรมันมีกองหนุนไม่มากพอจะสกัดการโจมตีของโซเวียตหลายจุดพร้อมกันได้ ในวันที่ 27 มิถุนายน กองทัพที่ 9 ของเยอรมันก็ถูกล้อมใกล้เมืองโบบรูสค์ ทหารเยอรมันบางส่วนสามารถฝ่าวงล้อมออกไปได้ ส่วนที่เหลือยอมแพ้ในวันที่ 29 มิถุนายน มีทหารเยอรมันเสียชีวิตหรือถูกจับเป็นเชลยมากกว่า 70,000 นาย

ภาพซากยานพาหนะของกองทัพที่ 9 ของเยอรมันซึ่งถูกทิ้งไว้ในเบลารุส (Public Domain)

สถานการณ์ของกองทัพเยอรมันย่ำแย่ลงทุกขณะ ฮิตเลอร์ปลดจอมพลบุชออกจากตำแหน่ง แล้วแต่งตั้งจอมพลวัลเทอร์ โมเดล (Walter Model) เป็นผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพภาคกลางแทน จอมพลโมเดลเป็นนายทหารที่ชำนาญการตั้งรับ และมักจะถูกฮิตเลอร์ส่งไปแก้ไขสถานการณ์วิกฤตในแนวรบต่างๆอยู่ตลอดจนได้ฉายาว่านักดับเพลิงของฮิตเลอร์ (Hitler’s Fireman) แต่ทว่าสถานการณ์ของกลุ่มกองทัพภาคกลางนั้นเกินเยียวยาแล้ว กองทัพโซเวียตกำลังมุ่งหน้ามายังเมืองมินสค์ (Minsk) จากสามทิศทาง หนึ่งในนั้นคือทิศตะวันออก ซึ่งกองทัพที่ 4 ของเยอรมันถูกโจมตีถอยร่นจากภาคตะวันออกของเบลารุสมาติดอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำเบเรซินา (Berezina) ซึ่งมีทางข้ามเหลืออยู่เพียงจุดเดียว ทหารเยอรมันแย่งกันหนีตายข้ามแม่น้ำ ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศของโซเวียต โดยที่สารวัตรทหารไม่สามารถควบคุมความโกลาหลได้ ไม่ต่างจากตอนที่กองทัพฝรั่งเศสของนโปเลียนถอยทัพออกจากรัสเซียในปี ค.ศ.1812

ขณะที่กลุ่มกองทัพภาคกลางใกล้จะแตกเต็มที กองทัพอากาศเยอรมันก็ตัดสินใจส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดออกปฏิบัติการ โดยหวังว่าการโจมตีทางอากาศจะช่วยชะลอการรุกของโซเวียตได้บ้าง แต่เนื่องจากกองทัพอากาศโซเวียตสามารถครองอากาศได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้เครื่องบินทิ้งระเบิดของเยอรมันจำนวนมากถูกยิงตก ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กองทัพโซเวียตได้มากนัก โชคยังดีที่กองพลยานเกราะที่ 5 (5th Panzer Division) ของเยอรมัน สมทบด้วยรถถัง Tiger I อีก 1 กองพัน เคลื่อนกำลังจากยูเครนมาถึงเมืองมินสค์พอดีและเข้าปะทะกับหน่วยยานเกราะโซเวียตอย่างรุนแรง ช่วยซื้อเวลาให้กองทัพเยอรมันได้บ้าง แต่เมื่อผ่านไป 2 วัน หน่วยยานเกราะเยอรมันหน่วยนี้ก็เหลือรถถังอยู่เพียง 18 จาก 159 คันเท่านั้น วันที่ 3 กรกฎาคม เมืองมินสค์ก็ถูกล้อม กองทัพที่ 4 และส่วนที่เหลือของกองทัพที่ 9 ของเยอรมันตกอยู่ในวงล้อมโซเวียต ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ กองทัพโซเวียตก็ยึดเมืองมินสค์ได้อย่างเด็ดขาด มีทหารเยอรมันเสียชีวิตและถูกจับเป็นเชลยรวมกันกว่า 100,000 นาย

หลังจากปฏิบัติการบากราติออนดำเนินมาเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ กลุ่มกองทัพภาคกลางของเยอรมันได้สูญเสียกำลังพลทั้งที่เสียชีวิตและตกเป็นเชลยรวมกันมากกว่า 400,000 นาย จนไม่สามารถจัดตั้งแนวรบใหม่ได้อีกต่อไป ฝ่ายโซเวียตก็สูญเสียมากไม่แพ้กัน มีทหารโซเวียตเสียชีวิตประมาณ 180,000 นาย บาดเจ็บและป่วยประมาณ 300,000 – 600,000 นาย แต่ปฏิบัติการของโซเวียตก็ถือว่าประสบความสำเร็จงดงามเกินความคาดหมายของกองบัญชาการโซเวียตไปมาก จนสื่อต่างประเทศสงสัยว่ารายงานข่าวที่โซเวียตเผยแพร่ออกมานั้นเป็นความจริงหรือไม่ สตาลินจึงออกคำสั่งให้เริ่มปฏิบัติการ The Great Waltz ในวันที่ 17 กรกฎาคม นำเชลยศึกเยอรมันมากกว่า 57,000 นายมาเดินขบวนในกรุงมอสโก ให้ประชาชนโซเวียตและผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศได้เห็นชัดๆจนไม่มีข้อกังขาในชัยชนะของโซเวียตอีกต่อไป

ภาพเชลยศึกเยอรมันถูกนำตัวมาเดินขบวนในกรุงมอสโก
(RIA Novosti archive, image #129359 / Michael Trahman / CC-BY-SA 3.0)

หลังจากยึดเมืองมินสค์ได้แล้ว กองทัพโซเวียตก็ใช้เวลาพักฟื้นฟูกำลังจนถึงช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ก่อนจะทำการรุกต่อเข้าไปในสามรัฐบอลติกและโปแลนด์ สมทบกับกองทัพโซเวียตอีกกองหนึ่งที่รุกมาจากยูเครน ช่วงกลางเดือนสิงหาคม กองทัพโซเวียตก็รุกมาถึงชายแดนแคว้นปรัสเซียตะวันออก (East Prussia) และชานกรุงวอร์ซอ (Warsaw) ของโปแลนด์ใกล้กับแม่น้ำวิสตูลา (Vistula) อยู่ห่างจากกรุงเบอร์ลิน (Berlin) ประมาณ 550 กิโลเมตรเท่านั้น

ปฏิบัติการบากราติออนยุติลงในวันที่ 19 สิงหาคม หลังจากนั้นกองทัพโซเวียตที่อ่อนล้าก็ใช้เวลาส่วนใหญ่พักฟื้นฟูกำลังจนถึงเดือนมกราคม ค.ศ.1945 ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการรุกใหญ่จากแม่น้ำวิสตูลาไปยังแม่น้ำโอเดอร์ (Oder) ค่อยๆขยับเข้าใกล้กรุงเบอร์ลินไปเรื่อยๆ

สวัสดี

08.06.2021

แสดงความคิดเห็น