ฮีวี่ (Hiwi) อาสาสมัครโซเวียตช่วยเยอรมันรบในสงครามโลกครั้งที่สอง

ภาพนายทหารเยอรมันตรวจเยี่ยมทหารอาสาสมัครโซเวียตในกรีซ ค.ศ.1943
(Bundesarchiv, Bild 101I-178-1538-05A / Teschendorf / CC-BY-SA 3.0)

แม้สหภาพโซเวียตจะเรียกแนวรบด้านตะวันออกในสงครามโลกครั้งที่สองว่ามหาสงครามรักชาติ (The Great Patriotic War) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของชาวโซเวียตในการต่อต้านกองทัพนาซีเยอรมันผู้นุกราน แต่เหตุการณ์จริงๆซับซ้อนกว่านั้นมาก ตอนที่กองทัพเยอรมันบุกสหภาพโซเวียตช่วงแรกๆในปฏิบัติการบาร์บารอสซ่า (Operation Barbarossa) มีชาวโซเวียตจำนวนมากอ้าแขนต้อนรับทหารเยอรมัน เป็นผู้ปลดปล่อยตนจากการกดขี่ของสตาลิน (Stalin) แต่ทว่าเนื่องจากแนวคิดเรื่องเชื้อชาติแบบสุดโต่งของนาซี ซึ่งมองชาวสลาฟว่าต่ำกว่ามนุษย์ (Untermensch) มีสถานะเป็นเพียงทาสเท่านั้น ส่งผลให้เยอรมันไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้แต่อย่างใด แถมยังกดขี่ข่มเหงชาวโซเวียตไม่ต่างจากสตาลิน เป็นสาเหตุสำคัญที่ชาวโซเวียตจำนวนมากซึ่งเคยนิยมเยอรมันในช่วงแรกๆหันกลับมารวมตัวกันสู้กับกองทัพเยอรมันในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสหภาพโซเวียตมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล กองทัพเยอรมันมีกำลังพลไม่พอจะควบคุมพื้นที่ยึดได้ทั้งหมด ประกอบกับในพื้นที่ยึดครองของเยอรมันมีพลเรือนและเชลยศึกโซเวียตอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าเกณฑ์คนเหล่านี้มาช่วยงานได้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อปฏิบัติการของกองทัพเยอรมันแล้ว ยังส่งผลให้ชาวโซเวียตแตกแยกกัน ง่ายต่อการยึดครอง นายทหารเยอรมันบางส่วนจึงฝ่าฝืนแนวคิดนาซี เกณฑ์ชาวโซเวียตมาช่วยงานภายในกองทัพเยอรมันเริ่มตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ.1941 ชาวโซเวียตที่ช่วยกองทัพเยอรมันนั้นสามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท โดยพลเรือนและเชลยศึกโซเวียตที่สมัครใจช่วยกองทัพเยอรมันจะถูกเรียกว่าอาสาสมัคร Hilfswilliger หรือเรียกย่อๆว่า Hiwi (ฮีวี่)

Hiwi สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลักๆ กลุ่มแรกคือชาวโซเวียตที่ฝักใฝ่เยอรมันอยู่แล้ว ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นเชลยศึกที่ต้องการมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เนื่องจากกองทัพเยอรมันไม่มีทรัพยากรพอจะดูแลเชลยศึกโซเวียตนับล้านนายได้ ประกอบกับทัศนคติทางการเมืองที่ดูถูกเหยียดหยามชาวสลาฟ ส่งผลให้มีเชลยศึกโซเวียตถูกทรมานหรือถูกทิ้งให้อดอยากจนเสียชีวิตไปจำนวนมาก เชลยศึกโซเวียตจำนวนมากจึงต้องยอมเข้าร่วมกับเยอรมันเพื่อเอาชีวิตรอด ในช่วงแรกๆภารกิจของ Hiwi จะจำกัดอยู่ในแนวหลัง ไม่เกี่ยวข้องกับการรบในแนวหน้าโดยตรง เช่นเป็นพ่อครัว พลขับ พลนำสาร ยามรักษาการณ์ ฯลฯ แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วกองทัพเยอรมันเริ่มขาดแคลนกำลังพล ก็เริ่มมีการเกณฑ์ Hiwi ไปเป็นหน่วยรบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่หน่วย SS (Schutzstaffel) ก็มีการใช้งาน Hiwi เช่นกัน

ช่วงปลายปี ค.ศ.1942 กองพลทหารราบที่ 134 (134th Infantry Division) สังกัดกองทัพยานเกราะที่ 2 (2nd Panzer Army) มีกำลังพลที่เป็น Hiwi มากถึง 50% ขณะที่กองทัพที่ 6 (6th Army) ของเยอรมันในสมรภูมิสตาลินกราด (Battle of Stalingrad) ก็มี Hiwi มากกว่า 50,000 นาย คิดเป็นสัดส่วนถึง 25% ของกำลังพลทั้งหมด เมื่อเวลาผ่านไปถึงปี ค.ศ.1944 กองทัพเยอรมันก็มีกำลังพลที่เป็น Hiwi มากกว่า 600,000 นาย

ทางการโซเวียตเรียก Hiwi ว่า “อดีตชาวรัสเซีย” (former Russians) และถือว่าเป็นคนทรยศชาติ โดยไม่แยกแยะว่าคนเหล่านี้เข้าร่วมกองทัพเยอรมันด้วยความเต็มใจหรือไม่ หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง Hiwi ที่เดินทางกลับบ้านเกิดหรือถูกส่งตัวให้โซเวียตโดยประเทศตะวันตกจะถูกจับกุมและลงโทษ โดยการเนรเทศหรือถูกส่งไปใช้แรงงานหนักในค่ายกูลัก (Gulag) ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในปี ค.ศ.1955 เมื่อผู้นำโซเวียตคนใหม่ นิกิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) อภัยโทษให้

ปัจจุบันเรื่อง Hiwi ยังคงเป็นประเด็นที่รัสเซียไม่ค่อยกล่าวถึง ตอนที่นักเขียนแอนโทนี บีเวอร์ (Antony Beevor) เขียนหนังสือเรื่องสตาลินกราด (Stalingrad ยังไม่มีแปลเป็นภาษาไทย) เขาได้เล่าเรื่อง Hiwi ให้นายทหารยศพันเอกของรัสเซียฟังระหว่างเดินทางไปที่เมืองโวลโกกราด (Volgograd ชื่อเมืองสตาลินกราดในปัจจุบัน) ตอนแรกนายทหารคนนั้นไม่เชื่อ แต่เมื่อจำนนต่อหลักฐานก็แสดงความคิดเห็นสั้นๆแค่ว่า “พวกเขาไม่ใช่คนรัสเซียอีกต่อไปแล้ว” (They were no longer Russians)

สวัสดี

07.07.2021

แสดงความคิดเห็น