เกออร์กี ชูคอฟ จอมพลแห่งชัยชนะของสหภาพโซเวียต ตอนที่ 2

ภาพเกออร์กี ชูคอฟ (คนขวามือ) และคณะนายทหาร ระหว่างการสู้รบกับญี่ปุ่นที่ฮาลฮิน โกล ในปี ค.ศ.1939
(Wikimedia Commons/ Public Domain)

ในปี ค.ศ.1938 เกออร์กี ชูคอฟ (Georgy Zhukov) ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพมองโกเลียที่ 1 ของโซเวียต (First Soviet Mongolian Army Group) ปะทะกับกองทัพกวางตุ้ง (Kwantung Army) ของญี่ปุ่นบริเวณชายแดนมองโกเลียและแมนจูกัว (ชื่อของแคว้นแมนจูเรีย ขณะถูกญี่ปุ่นยึดครอง) กองทัพโซเวียตได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือกองทัพญี่ปุ่นระหว่างการสู้รบที่ฮาลฮิน โกล (Khalkhin Gol) ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1939 ส่งผลให้ชูคอฟได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์วีรชนแห่งสหภาพโซเวียต (Hero of the Soviet Union)

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1940 ชูคอฟถูกเรียกตัวกลับมาที่กรุงมอสโก และได้รับการเลื่อนยศเป็นพลเอก เขาได้พบกับสตาลิน (Stalin) ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน สตาลินประทับใจในตัวชูคอฟมากและแต่งตั้งชูคอฟเป็นผู้บัญชาการมณฑลทหารเคียฟ (Kiev Military District) ในยูเครน ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยทหารที่มีความสำคัญที่สุดของโซเวียต ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนี้ ชูคอฟก็ได้พบกับชายหนุ่มชื่อมิฮาอิล คาลาชนิคอฟ (Mikhail Kalashnikov) ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นผู้พัฒนาปืนไรเฟิล AK-47 ชูคอฟให้การสนับสนุนคาลาชนิคอฟเป็นอย่างดี และครั้งหนึ่งก็ได้มอบนาฬิกาข้อมือให้เป็นรางวัลสำหรับทักษะทางวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยมของคาลาชนิคอฟ

ช่วงปลายปี ค.ศ.1940 ชูคอฟได้มีส่วนร่วมวางแผนการเตรียมทำสงครามกับเยอรมนี เขาจัดการซ้อมรบจำลองสถานการณ์รบระหว่าง “กองกำลังตะวันตก” และ “กองกำลังตะวันออก” หลายครั้งจนถึงช่วงต้นปี ค.ศ.1941 ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะเสนาธิการของโซเวียตในเดือนกุมภาพันธ์

ภาพเกออร์กี ชูคอฟ และ เซมยอน ทิโมเชงโก ในปี ค.ศ.1940
(Mikhail Samoylovich Bernshtein/ Public Domain)

ชูคอฟเป็นนายทหารโซเวียตคนแรกๆที่โน้มน้าวให้สตาลินมีคำสั่งให้กองทัพโซเวียตเตรียมรับมือการรุกรานของเยอรมนี เมื่อกองทัพเยอรมันเริ่มปฏิบัติการบาร์บารอสซ่า (Operation Barbarossa) บุกสหภาพโซเวียตในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ.1941 ชูคอฟออกคำสั่งให้กองทัพโซเวียตทำการโจมตีตอบโต้กองทัพเยอรมันตลอดแนวรบทันที แม้กองทัพโซเวียตจะมีกำลังพลและยุทโธปกรณ์มากกว่าเยอรมัน แต่กองทัพเยอรมันมีประสบการณ์มากกว่า มียุทธวิธีที่ทันสมัยกว่า ส่งผลให้กองทัพโซเวียตเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ต่อมาเมื่อกองทัพเยอรมันทำการรุกไปที่เมืองเคียฟ ชูคอฟพิจารณาสถานการณ์แล้ว เสนอให้ถอนทหารโซเวียตออกจากเมืองเคียฟก่อนที่จะถูกล้อม ส่งผลให้สตาลินไม่พอใจ ปลดชูคอฟออกจากตำแหน่งประธานคณะเสนาธิการในวันที่ 29 กรกฎาคม

แม้ชูคอฟจะถูกปลดจากตำแหน่งประธานคณะเสนาธิการ แต่เขาก็ได้เป็นผู้บัญชาการแนวรบสำรอง (Reserve Front) แทน มีส่วนร่วมในการตีโต้กองทัพเยอรมันใกล้เมืองสโมเลนสค์ (Smolensk) ส่งผลให้กองทัพโซเวียตได้รับชัยชนะครั้งแรกๆในสงคราม ต่อมาชูคอฟก็ถูกส่งไปเป็นผู้บัญชาการป้องกันเมืองเลนินกราด (Leningrad)

ต่อมาเมื่อกองทัพเยอรมันเริ่มปฏิบัติการไต้ฝุ่น (Operation Typhoon) บุกกรุงมอสโก ขณะที่สถานการณ์ของโซเวียตเข้าขั้นวิกฤต ในเดือนตุลาคม สตาลินก็เรียกชูคอฟกลับมาเป็นผู้บัญชาการกองทัพโซเวียตในการป้องกันกรุงมอสโก ชูคอฟระดมทหารโซเวียตบริเวณกรุงมอสโกทั้งหมดที่เหลืออยู่ส่งออกไปสกัดการรุกของกองทัพเยอรมันให้นานที่สุด จนกว่ากองหนุนจากไซบีเรียและภาคตะวันออกไกลจะเดินทางมาถึง จนกระทั่งในเดือนธันวาคม เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวและกองทัพเยอรมันอ่อนกำลังลงแล้ว ชูคอฟก็เปิดฉากใช้กองหนุนของโซเวียตทำการตีโต้กองทัพเยอรมันตลอดแนวรบ ผลักดันกองทัพเยอรมันถอยร่นไปจากกรุงมอสโกได้สำเร็จ

ภาพเกออร์กี ชูคอฟในปี ค.ศ.1941 (Mil.ru)

หลังจากกองทัพโซเวียตได้รับชัยชนะที่กรุงมอสโกแล้ว ชูคอฟก็เป็นผู้บัญชาการกองทัพโซเวียตในสมรภูมิยืดเยื้อบริเวณรอบๆเมืองรเชฟ (Battle of Rzhev) ซึ่งทั้งฝ่ายเยอรมันและโซเวียตต่างก็สูญเสียทหารไปจำนวนมาก โดยไม่มีฝ่ายไหนได้รับชัยชนะเด็ดขาด จนสมรภูมินี้ได้รับฉายาว่าเครื่องบดเนื้อแห่งรเชฟ (Rzhev Meat Grinder)

ช่วงปลายเดือนสิงหาคม ค.ศ.1942 ชูคอฟได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองทัพโซเวียตที่สตาลินกราด ชูคอฟวางแผนใช้กำลังรบของโซเวียตเท่าที่จำเป็นได้แก่กองทัพที่ 62 ของนายพลวาซีลี ชุยคอฟ (Vasily Chuikov) ตรึงกองทัพที่ 6 ของเยอรมันไว้ในเมืองสตาลินกราด บีบให้เยอรมันต้องเสริมกำลังทหารเข้าไปในเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่กำลังหลักของกองทัพโซเวียตจะเปิดฉากตีโต้บริเวณปีกทั้งสองข้างของกองทัพที่ 6 ซึ่งป้องกันโดยกองทัพโรมาเนียที่อ่อนแอและขาดแคลนอาวุธหนัก ในปฏิบัติการยูเรนัส (Operation Uranus) โอบล้อมทหารเยอรมันกว่าสามแสนนายไว้ในเมืองสตาลินกราด กองทัพเยอรมันพยายามโจมตีตอบโต้ในปฏิบัติการพายุฤดูหนาว (Operation Winter Storm) แต่ไม่สำเร็จ ก่อนที่กองทัพที่ 6 ของเยอรมันจะยอมแพ้ในที่สุด ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ชูคอฟยังมีส่วนร่วมในการวางแผนปฏิบัติการของกองทัพโซเวียตที่เมืองเลนินกราดและในทะเลบอลติกด้วย วันที่ 18 มกราคม ค.ศ.1943 ชูคอฟได้รับการเลื่อนยศเป็นจอมพลแห่งสหภาพโซเวียต (Marshal of the Soviet Union)

ต่อมาชูคอฟก็มีส่วนร่วมในการวางแผนของกองทัพโซเวียตในสมรภูมิคูร์ส (Battle of Kursk) ที่น่าสนใจคือชูคอฟอ้างว่าตัวเองมีบทบาทสำคัญในปฏิบัติการของกองทัพโซเวียตแทบทุกขั้นตอน แต่คอนสแตนติน โรคอสซอฟสกี (Konstantin Rokossovsky) กลับบอกว่าชูคอฟพูดเกินจริง และความจริงแล้วชูคอฟแทบไม่มีบทบาทอะไรเลย ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร เหตุการณ์นี้ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นความเป็นคู่ปรับกันระหว่างชูคอฟและโรคอสซอฟสกี

หลังโซเวียตได้รับชัยชนะในสมรภูมิคูร์สแล้ว โซเวียตก็กลายเป็นฝ่ายรุกในแนวรบด้านตะวันออก และชูคอฟก็จะเป็นหนึ่งในนายทหารที่นำกองทัพโซเวียตมุ่งหน้าสู่กรุงเบอร์ลินต่อไป

โปรดติดตามตอนต่อไป

สวัสดี

19.07.2021

แสดงความคิดเห็น