บทเรียนของกองทัพรัสเซีย ในสงครามรัสเซีย-จอร์เจีย เดือนสิงหาคม ค.ศ.2008

ภาพรถรบทหารราบ BMP-2 สังกัดกองทัพที่ 58 ของรัสเซียในออสเซเทียใต้ ระหว่างสงครามรัสเซีย-จอร์เจีย
(Yana Amelina/ Wikimedia Commons/ CC BY-SA 3.0)

วันนี้วันที่ 8 สิงหาคม เป็นวันครบรอบ 13 ปี จุดเริ่มต้นสงครามรัสเซีย-จอร์เจีย (Russo-Georgian War) หรือที่รัสเซียเรียกว่า ความขัดแย้งทางทหารในออสเซเทียใต้ (Вооружённый конфликт в Южной Осетии) ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.2008 ซึ่งกองทัพรัสเซียได้เข้าแทรกแซงในแคว้นออสเซเทียใต้ (South Ossetia) และในแคว้นอับฮาเซีย (Abkhazia) ในเวลาต่อมา

แม้กองทัพรัสเซียจะพึ่งเริ่มเข้าแทรกแซงในสงครามครั้งนี้อย่างเป็นทางการในวันที่ 8 สิงหาคม แต่ความจริงได้เกิดการสู้รบระหว่างกองทัพจอร์เจียและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในออสเซเทียใต้มาอย่างน้อยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมแล้ว โดยในช่วงแรกๆเป็นการปะทะกันด้วยอาวุธประจำกายก่อน ก่อนจะลุกลามไปเป็นการใช้อาวุธหนักเช่นปืนใหญ่ จรวดหลายลำกล้อง และรถถัง นาย มีเคอิล ซาคัชวีลี (Mikheil Saakashvili) ประธานาธิบดีจอร์เจียในขณะนั้น มีนโยบายโปรตะวันตก ต้องการเข้าร่วม NATO มีการทุ่มงบกลาโหมปรับปรุงกองทัพจอร์เจียให้ทันสมัย จอร์เจียยังส่งทหารหลายพันนายไปเข้าร่วมปฏิบัติการของสหรัฐฯในอิรักด้วย การที่จอร์เจียมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตะวันตกนี้เอง ส่งผลให้จอร์เจียเข้าใจว่าสหรัฐฯและ NATO จะให้การสนับสนุนจอร์เจียปราบปรามกลุ่มแบ่งแยกดินแดนภายในประเทศ และป้องปรามไม่ให้รัสเซียเข้าแทรกแซง

หลังจากเกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารจอร์เจียและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนออสเซเทียใต้ กองทัพจอร์เจียก็ทุ่มกำลังบุกเข้าไปในแคว้นออสเซเทีย มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ที่ตั้งกองกำลังรักษาสันติภาพของรัสเซียในพื้นที่ก็ถูกโจมตีด้วย ส่งผลให้กองทัพรัสเซียจึงเข้าแทรกแซงเหตุการณ์ในแคว้นออสเซเทียใต้ ในวันที่ 8 สิงหาคม โดยมีกำลังหลักมาจากกองทัพที่ 58 (58th Army) ซึ่งมีที่ตั้งในแถบเทือกเขาคอเคซัส สมทบด้วยทหารพลร่ม (VDV) ใช้เวลาเพียง 5 วันก็ขับไล่กองทัพจอร์เจียถอยร่นออกไปได้ โดยในระหว่างนั้นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในแคว้นอับฮาเซียก็เปิดฉากโจมตีกองทัพจอร์เจียอีกทางหนึ่งด้วย และกองทัพรัสเซียก็เข้ามาให้การสนับสนุน หลังการสู้รบสิ้นสุดลง รัสเซียสนับสนุนให้ออสเซเทียใต้และอับฮาเซียประกาศเอกราชจากจอร์เจีย

แม้สงครามรัสเซีย-จอร์เจียจะเป็นปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ภายนอกประเทศครั้งแรกของรัสเซีย นับตั้งแต่สหภาพโซเวียตล่มสลาย และกองทัพรัสเซียก็สามารถเอาชนะกองทัพจอร์เจียได้ภายในเวลาเพียง 5 วัน แต่สงครามครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นข้อด้อยและจุดอ่อนของกองทัพรัสเซียในขณะนั้นหลายประการ

จุดอ่อนข้อแรกคือเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ แม้ในช่วงเวลานั้นกองทัพรัสเซียจะได้รับมอบยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่หลายรุ่นเข้าประจำการแล้ว ตั้งแต่อาวุธประจำกายอย่างปืน AK-74M ไปจนถึงอาวุธหนักเช่นรถถัง T-90A แต่หน่วยทหารรัสเซียในแถบเทือกเขาคอเคซัสยังไม่ได้รับการจัดสรรยุทโธปกรณ์เหล่านี้ไปใช้งานแต่อย่างใด กองทัพที่ 58 ยังคงใช้ยุทโธปกรณ์จากยุคโซเวียตเป็นหลัก ทหารรัสเซียบางหน่วยยังใช้ปืน AK-47 หรือ AKM เป็นอาวุธประจำกาย ขณะที่รถถังก็ยังคงใช้รุ่น T-72B, T-62 และ T-55 อยู่ เป็นต้น พลร่มรัสเซียหลายหน่วยก็ยังคงใช้รถรบทหารพลร่ม BMD-1 อยู่ ในทางตรงกันข้าม กองทัพจอร์เจียมีการจัดหายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยจากหลายประเทศเช่นจัดหาปืน M4 จากสหรัฐฯ, จัดหาปืนใหญ่อัตตาจร DANA จากสาธารณรัฐเช็ก, จัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศ Buk-M1 จากยูเครน เป็นต้น รถถัง T-72 ของจอร์เจียส่วนใหญ่ก็ได้รับการอัพเกรดโดยอิสราเอลเป็นรุ่น T-72 SIM-1 ดังนั้นถ้าพิจารณาเฉพาะยุทโธปกรณ์ที่ถูกใช้ในสนามรบจริงๆ กองทัพจอร์เจียอาจมียุทโธปกรณ์โดยรวมทันสมัยกว่ารัสเซียด้วยซ้ำ

จุดอ่อนข้อถัดมาคือระบบตรวจการณ์และระบบข่าวกรองทางทหารของรัสเซียยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทหารรัสเซียหลายหน่วยไม่รู้ว่าที่ตั้งของหน่วยทหารจอร์เจียอยู่ที่ไหน ทำได้เพียงบุกตะลุยไปข้างหน้าเท่านั้น ส่งผลให้ถูกทหารจอร์เจียซุ่มโจมตีหลายครั้ง แม้แต่ขบวนของผู้บัญชาการกองทัพที่ 58 ก็ถูกซุ่มโจมตีโดยหน่วยลาดตระเวนของจอร์เจีย ส่งผลให้ผู้บัญชาการกองทัพที่ 58 ได้รับบาดเจ็บ หน่วยขีปนาวุธพิสัยใกล้ของรัสเซียก็ไม่สามารถเข้าถึงดาวเทียม GLONASS ได้ ส่งผลให้ไม่มีข้อมูลพื้นที่เป้าหมายแบบเรียลไทม์ ขีปนาวุธของรัสเซียทั้ง Tochka-U และ Iskander จึงไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กองทัพจอร์เจียได้มากนัก ขณะที่กองทัพอากาศรัสเซียยังขาดแคลนอากาศยานโดยเฉพาะโดรนสำหรับภารกิจลาดตระเวนด้วย ต้องใช้อากาศยานที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับภารกิจนี้เช่นเครื่องบินทิ้งระเบิด Tu-22M3 มาทำการบินลาดตระเวน ส่งผลให้ Tu-22M3 ลำหนึ่งถูก Buk-M1 ของจอร์เจียยิงตก

พูดถึงอากาศยาน กองทัพอากาศรัสเซียก็ไม่สามารถครองน่านฟ้าจอร์เจียได้อย่างเด็ดขาด ทั้งที่จอร์เจียไม่มีเครื่องบินขับไล่ แม้เครื่องบินรบรัสเซียจะสามารถปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเป้าหมายได้ทั่วทั้งจอร์เจีย แต่กองทัพอากาศรัสเซียก็ไม่สามารถกวาดล้างระบบป้องกันภัยทางอากาศของจอร์เจียได้ ความสูญเสียระบบป้องกันภัยทางอากาศส่วนใหญ่ของจอร์เจียเกิดจากทหารจอร์เจียทิ้งระบบป้องกันภัยทางอากาศไว้เองขณะถอยทัพ นอกจากนี้กองทัพอากาศรัสเซียยังมีขีดความสามารถในการรบเวลากลางคืนจำกัด ส่งผลให้เครื่องบินโจมตี Su-25 ของจอร์เจียสามารถออกปฏิบัติการในเวลากลางคืนได้

การที่กองทัพรัสเซียและจอร์เจียใช้ยุทโธปกรณ์หลายรุ่นแบบเดียวกัน ก็กลายเป็นปัญหาเช่นกัน เพราะระบบพิสูจน์ฝ่ายของรัสเซียไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ส่งผลให้เกิดเหตุยิงโดนฝ่ายเดียวกันหลายครั้ง โดยเฉพาะอากาศยาน ระหว่างสงครามรัสเซีย-จอร์เจีย กองทัพอากาศรัสเซียได้สูญเสียเครื่องบินรบไปอย่างน้อย 6 ลำประกอบด้วยเครื่องบินโจมตี Su-24M จำนวน 2 ลำ, Su-25SM จำนวน 1 ลำ, Su-25BM จำนวน 2 ลำ และเครื่องบินทิ้งระเบิด Tu-22M3 จำนวน 1 ลำ ในจำนวนนี้ 3 ลำถูกทหารรัสเซียด้วยกันเองยิงตกเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นเครื่องบินรบของฝ่ายจอร์เจีย ที่น่าสนใจคือแม้ระบบพิสูจน์ฝ่ายของรัสเซียจะไม่มีประสิทธิภาพ แต่ความผิดพลาดนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นถ้ากองทัพอากาศรัสเซียสามารถครองน่านฟ้าจอร์เจียได้อย่างสมบูรณ์ แล้วกองทัพบกรัสเซียไม่ต้องกังวลกับการถูกโจมตีทางอากาศจากฝ่ายจอร์เจีย

จุดอ่อนของกองทัพรัสเซียที่พบระหว่างสงครามรัสเซีย-จอร์เจียนี้เอง เป็นสาเหตุสำคัญให้กองทัพรัสเซียมีการปฏิรูปอย่างขนานใหญ่ตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 เป็นต้นมา ส่งผลให้กองทัพรัสเซียมีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก แสดงให้เห็นแล้วระหว่างปฏิบัติการในซีเรีย

สวัสดี

08.08.2021

แสดงความคิดเห็น