ไทยควรเสริมกำลังรบให้ทหารปืนใหญ่ ทดแทนเครื่องบินที่ลดลงของกองทัพอากาศ

ภาพปืนใหญ่ M198 ขนาด 155 มิลลิเมตรของกองทัพบกไทย
(Armyman 1989/ Wikimedia Commons/ CC BY-SA 4.0)

ช่วงนี้กองทัพอากาศไทยเริ่มทยอยปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ F-16ADF แล้วครับ และน่าจะปลดครบทั้งฝูงภายใน 3 – 4 ปีข้างหน้า (ปลดเฉพาะ F-16ADF แต่ F-16A/B ยังใช้งานต่อได้) เครื่องบินขับไล่ F-16ADF นี้เราจัดหามา 16 ลำช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เป็นของมือสองจากคลังของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ก่อนจะมาถึงมือไทยก็ถูกใช้งานมาหนักหน่วงพอสมควร อายุการใช้งานจึงเหลือน้อยกว่า F-16A/B ที่เราจัดหามาก่อนหน้านั้น แม้จะเก่ามากแล้วแต่ F-16ADF ก็ถือเป็นกำลังรบสำคัญของกองทัพอากาศไทยเพราะสามารถทำการรบนอกระยะสายตา (beyond visual range – BVR) ได้ เมื่อปลดประจำการไปแล้วก็จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถของกองทัพอากาศพอสมควร เพราะโครงการเครื่องบินขับไล่ที่จะมาทดแทนก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง แถมถูกซ้ำเติมด้วยโควิดอีก มีความเป็นไปได้สูงว่าในอนาคตกองทัพอากาศไทยอาจมีกำลังรบลดลงทั้งจำนวนฝูงบินและจำนวนเครื่องบินในฝูง ซึ่งผมได้กล่าวถึงไปบ้างแล้วเกี่ยวกับบทความเมื่อปีที่แล้วที่ผมสนับสนุนให้ไทยจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศมากขึ้น เพื่อทดแทนจำนวนเครื่องบินขับไล่ที่จะลดลงในอนาคต

ขณะที่กำลังรบของกองทัพอากาศมีแนวโน้มลดลงในอนาคต แต่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยกลับมีการเสริมกำลังรบอย่างต่อเนื่อง เช่นสิงตโปร์จัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35 จากสหรัฐฯ, เมียนมาร์สั่งซื้อเครื่องบินขับไล่ Su-30SME และระบบป้องกันภัยทางอากาศ Pantsir-S1 จากรัสเซีย เป็นต้น ส่วนตัวผมคิดว่ากองทัพอากาศควรให้ความสำคัญกับการหาทางถ่วงดุลกำลังทางอากาศของประเทศเพื่อนบ้านก่อน ไม่ว่าจะโดยการจัดหาเครื่องบินขับไล่เพิ่ม, การอัพเกรดเครื่องบินขับไล่ที่มีอยู่เช่น F-5 ที่เหลือ หรือการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศก็ตาม เผื่อในกรณีที่เกิดการปะทะกันขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามครองอากาศ หรือทำการโจมตีทางอากาศกองกำลังภาคพื้นดินของเราได้ อย่างไรก็ตามถ้าทรัพยากรที่มีจำกัดส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับภารกิจการรบทางอากาศ ก็ย่อมมีผลกระทบต่อภารกิจสนับสนุนภาคพื้นดิน (Close air support – CAS) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสามารถทดแทนได้ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถให้ทหารปืนใหญ่

แม้เครื่องบินรบจะมีความคล่องตัวมากกว่าปืนใหญ่ (ในกรณีนี้จะรวมถึงจรวดหลายลำกล้องด้วย) ในการเข้าออกพื้นที่การรบที่มีพื้นที่กว้างใหญ่หรือระยะทางไกล แต่สงครามเต็มรูปแบบในปัจจุบันเกิดขึ้นได้ยากแล้ว การสู้รบส่วนใหญ่มักจะจำกัดขอบเขตอยู่ในพื้นที่พิพาทเล็กๆเท่านั้น ในกรณีนี้ปืนใหญ่จะได้เปรียบมาก เพราะสามารถทำการยิงได้ครอบคลุมต่อเนื่องมากกว่าเครื่องบินรบ และค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการก็ถูกกว่าด้วย ยกตัวอย่างเช่นการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปี ค.ศ.2011 กองทัพอากาศไทยไม่ได้ใช้ F-16 โจมตีทางอากาศกองทัพกัมพูชาแต่อย่างใด ผลงานส่วนใหญ่เป็นของทหารปืนใหญ่ หรือระหว่างการสู้รบในดอนบาส ระหว่างปี ค.ศ.2014 – 2015 “อาสาสมัคร” หรือ “ทหารรัสเซียที่อยู่ระหว่างลาพักร้อน” ใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศขับไล่เครื่องบินรบของยูเครนออกไปจากพื้นที่ แล้วใช้ปืนใหญ่กับจรวดหลายลำกล้องครองความเหนือกว่าในพื้นที่สู้รบ ถล่มกองทัพยูเครนเสียย่อยยับ เป็นต้น ดังนั้นผมคิดว่าถ้าทหารปืนใหญ่ของไทยได้รับการเสริมกำลังรบให้มียุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยจำนวนมากขึ้น ก็จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาค ทดแทนกำลังรบของกองทัพอากาศที่มีแนวโน้มลดลงได้

สำหรับแนวทางการเสริมกำลังรบให้ทหารปืนใหญ่ที่ผมคิดไว้เองคร่าวๆ ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการปัจจุบันของกองทัพไทย ควรเริ่มด้วยการจัดหาปืนใหญ่รุ่นใหม่ๆมาใช้งานก่อน เนื่องจากปัจจุบันไทยยังมีปืนใหญ่รุ่นเก่าใช้งานอยู่จำนวนมาก เช่นปืนใหญ่ตระกูล M101 ของสหรัฐฯตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นต้น โดยส่วนตัวผมสนับสนุนให้ทดแทนปืนใหญ่ขนาด 105 มิลลิเมตรในกองทัพไทยทั้งหมดด้วยปืนใหญ่ M119 จากสหรัฐฯ หรือต้นฉบับคือ L118 ของอังกฤษ อย่างไรก็ตามปืนใหญ่ลากจูงขนาด 155 มิลลิเมตรนั้น ส่วนตัวผมมองว่าแค่ GHN-45 และ M198 ก็มีขีดความสามารถเพียงพอแล้ว ส่วน M777 มีจุดเด่นแค่น้ำหนักเบา เพราะใช้วัสดุทำจากไทเทเนียมและอลูมิเนียมอัลลอย แม้จะมีความคล่องตัวสูง แต่ราคาแพงมาก ขณะที่อำนาจการยิงแทบไม่ต่างจาก M198 เลย ผมจึงมองว่า M777 ควรจัดหาเท่าที่จำเป็น ไม่เกิน 1 – 2 กองพันให้สัมพันธ์กับจำนวนเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงที่ไทยมีอยู่ก็พอ สำหรับปืนใหญ่อัตตาจรนั้น ปัจจุบันไทยมีโครงการผลิตปืนใหญ่อัตตาจรขนาด 155 มิลลิเมตร M758 ATMG กำลังดำเนินการอยู่ และมีการจัดหาเข้าประจำการแล้วด้วย ควรมีการพัฒนาต่อยอดและจัดหาเข้าประจำการเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องครับ

ในส่วนของจรวดหลายลำกล้องนั้น แม้หลายคนจะมุ่งความสนใจไปที่ DTI-1 ซึ่งมีระยะยิง 180 กิโลเมตร มีต้นแบบมาจาก WS-1B ของจีน และรุ่นนำวิถีคือ DTI-1G ระยะยิง 150 กิโลเมตรที่มีต้นแบบมาจาก WS-32 ของจีนเช่นกัน แต่ผมมองว่าในทางปฏิบัติจรวดหลายลำกล้องสองรุ่นนี้น่าจะถูกใช้ในเชิงยุทธศาสตร์ เป็นอาวุธสำหรับป้องปรามมากกว่า เพราะมีระยะยิงไกลและความรุนแรงมาก อาจส่งผลให้ขอบเขตการสู้รบขยายตัวมากขึ้น ในกรณีที่เกิดการปะทะบริเวณชายแดนแบบจำกัดขอบเขต จรวดหลายลำกล้อง DTI-2 ขนาด 122 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นจรวดตระกูลเดียวกับ BM-21 ของสหภาพโซเวียต แต่ไทยใช้ต้นแบบจาก SR-4 ของจีน น่าจะมีโอกาสได้ใช้งานจริงมากกว่า แม้จรวดหลายลำกล้องชนิดนี้จะมีความแม่นยำน้อยกว่าปืนใหญ่ แต่มีอัตราการยิงสูงกว่ามาก เหมาะสำหรับภารกิจยิงปูพรม ใช้จำนวนจรวดชดเชยเรื่องความแม่นยำ จรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่นั้นต่างก็มีข้อดี-ข้อเสียของตัวเอง ไม่สามารถทดแทนกันได้ ไทยจึงควรให้ความสำคัญกับอาวุธประเภทนี้ด้วยเช่นกัน ที่สำคัญคือเมื่อลงทุนพัฒนา DTI-2 ขึ้นมาแล้ว ก็ควรมีการจัดหาเข้าประจำการจำนวนมาก เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า มีต้นทุนสำหรับพัฒนาต่อยอดต่อไป ที่ผ่านมากองทัพไทยใช้หลักนิยมของสหรัฐฯ ใช้ปืนใหญ่เป็นหลัก มีจรวดหลายลำกล้องใช้งานน้อยมาก อาจต้องมีการปรับโครงสร้างหน่วยใหม่ ให้มีพื้นที่สำหรับจรวดหลายลำกล้องมากขึ้น

นอกจากตัวปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้องเองแล้ว ยุทโธปกรณ์และระบบสนับสนุนที่เกี่ยวข้องเช่น โดรนตรวจการณ์สำหรับค้นหาและชี้เป้าหมาย เรดาร์ตรวจจับวิถีปืนใหญ่ฝ่ายตรงข้าม ฯลฯ ก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันทหารปืนใหญ่ไทยก็มีขีดความสามารถด้านนี้พอสมควรอยู่แล้ว เห็นได้จากผลงานช่วงที่ปะทะกับกองทัพกัมพูชาครับ

กล่าวโดยสรุป เมื่อกำลังรบของกองทัพอากาศไทยมีแนวโน้มลดลงในอนาคต จากงบประมาณที่มีอยู่จำกัด ส่วนตัวผมมองว่ากองทัพอากาศควรมุ่งเน้นไปที่การรักษาขีดความสามารถในการรบทางอากาศเป็นหลัก เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับเพื่อนบ้าน สำหรับขีดความสามารถในการสนับสนุนภาคพื้นดิน อาจทดแทนได้ด้วยการเสริมกำลังรบให้ทหารปืนใหญ่แทน

สวัสดี

25.09.2021

แสดงความคิดเห็น