ยูเครนส่งมอบรถถัง Oplot-M ให้สหรัฐฯไปศึกษา

ภาพรถถัง Oplot-M ของยูเครน
(Artemis Dread/ Wikimedia Commons/ CC BY-SA 4.0)

มีข่าวจาก Defence Blog และ Kyiv Post รายงานว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บริษัท Ukrspetseksport ได้ส่งมอบรถถัง Oplot-M ให้สหรัฐฯเรียบร้อยแล้ว ตามข้อตกลงที่ลงนามไว้เมื่อปี ค.ศ.2018 ซึ่งสหรัฐฯจะจัดหารถถัง Oplot-M จำนวน 1 คันเพื่อนำไปศึกษาและทดสอบ

รถถัง Oplot-M ของยูเครนเปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ.2008 เป็นรถถังรุ่นล่าสุดในตระกูล T-84 Oplot ซึ่งยูเครนพัฒนาต่อยอดมาจากรถถัง T-80 ของสหภาพโซเวียต ใช้พลประจำรถ 3 นาย มีน้ำหนัก 51 ตัน ติดอาวุธปืนใหญ่ขนาด 125 มิลลิเมตร ปืนกลร่วมแกนขนาด 7.62 มิลลิเมตร และปืนกลหนักขนาด 12.7 มิลลิเมตรควบคุมด้วยรีโมท เกราะของรถถัง Oplot-M ผลิตจากวัสดุคอมโพสิต เสริมด้วยเกราะ ERA รุ่น Duplet หรือ Nozh-2 นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันแบบแอคทีฟ Varta ด้วย ระบบขับเคลื่อนใช้เครื่องยนต์ดีเซล 6TD-2E ขนาด 1,200 แรงม้า มีความเร็วสูงสุด 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะปฏิบัติการ 500 กิโลเมตร

ในทางการทหาร การพยายามจัดหายุทโธปกรณ์หรือเทคโนโลยีทางทหารของฝ่ายตรงข้าม เพื่อนำมาศึกษาหาทางรับมือถือเป็นเรื่องปกติ ช่วงยุค 90 ที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย และบรรดาประเทศอดีตสหภาพโซเวียตรวมถึงหัวเรือใหญ่อย่างรัสเซีย เบลารุส และยูเครนประสบปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ ต้องขายทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด รวมถึงยุทโธปกรณ์ระดับสูงที่ปกติโซเวียตจะเก็บไว้ใช้เอง ถือเป็นโอกาสดีที่สหรัฐฯสามารถกว้านซื้ออาวุธเหล่านี้ไปศึกษา เช่นในปี ค.ศ.1994 สหรัฐฯซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300P จากเบลารุส และต่อมาก็ซื้อ S-300PT จากยูเครน, ในปี ค.ศ.1997 สหรัฐฯซื้อเครื่องบินขับไล่ MiG-29 จากมอลโดวา, ในปี ค.ศ.2003 สหรัฐฯซื้อรถถัง T-80UD จากยูเครนพร้อมระบบป้องกันแบบแอคทีฟ Drozd เป็นต้น การที่สหรัฐฯคว้าโอกาสกว้านซื้ออาวุธระดับสูงของโซเวียตมาศึกษา ถือเป็นเรื่องปกติ นอกจากสหรัฐฯแล้ว ในช่วงเวลาเดียวกันนี้จีนก็กว้านซื้อยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหารระดับสูงของโซเวียตเช่นกัน เทคโนโลยีทางทหารส่วนใหญ่ของจีนในปัจจุบันก็มีพื้นฐานมาจากยุทโธปกรณ์ของโซเวียตที่จีนกว้านซื้อมาช่วงยุค 90 อย่างไรก็ตามเมื่อเศรษฐกิจของรัสเซียและกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียตเริ่มดีขึ้นแล้ว ก็ไม่มีการนำยุทโธปกรณ์มาเร่ขายถูกๆอีก แต่ยูเครนเป็นข้อยกเว้น

ในช่วงหลายปีมานี้ยูเครนยังคงเร่ขายยุทโธปกรณ์ทั้งเก่าและใหม่ให้สหรัฐฯนำไปศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจถึงความคุ้มค่าแต่อย่างใด เพราะยูเครนพอใจจะขายยุทโธปกรณ์ทุกอย่างให้สหรัฐฯในปริมาณน้อยแค่ชิ้นเดียวก็ขายแล้ว ยกตัวอย่างเช่นในปี ค.ศ.2018 มีข่าวใน Ukrinform ว่ายูเครนขายเรดาร์ 36D6M1-1 ซึ่งใช้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศเช่น S-300 ให้สหรัฐฯ และต่อมาช่วงปลายปี ค.ศ.2020 ก็มีข่าวใน Ukraine Gate ว่ายูเครนได้ขายเรดาร์ Mineral-ME ให้สหรัฐฯไปศึกษาอีกรุ่นหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึงดีลรถถัง Oplot-M ล่าสุดอีก เห็นได้ชัดว่ายูเครนไม่สนใจว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนเองจะได้กำไรหรือไม่ แค่ต้องการเอาเทคโนโลยีทางทหารแบบเดียวกับที่กองทัพรัสเซียมีใช้งานอยู่หรือใกล้เคียงให้สหรัฐฯไปศึกษา เพื่อบ่อนทำลายรัสเซียเท่านั้น ถ้ายูเครนสามารถยกยุทโธปกรณ์ทุกชนิดให้สหรัฐฯไปศึกษาได้ฟรีๆก็คงทำไปแล้ว ปัญหาคือประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากการกระทำของยูเครนไม่ได้มีแค่รัสเซียเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบถึงจีน และประเทศอื่นๆที่จัดหายุทโธปกรณ์จากยูเครนไปใช้งานด้วย

ในกรณีของรถถัง Oplot-M ส่วนตัวผมไม่พอใจที่ยูเครนแทบจะเอารถถังรุ่นนี้ไปให้สหรัฐฯศึกษาแบบฟรีๆ ถึงแม้รถถังรุ่นนี้จะใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในรัสเซียหลายชิ้น และมีเทคโนโลยีหลายอย่างคล้ายกับระบบที่รัสเซียใช้งานอยู่ เช่นระบบ Varta ที่มีหลักการทำงานเหมือนระบบ Shtora-1 เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯที่จะศึกษาหาวิธีรับมือรถถังรุ่นใหม่ๆของรัสเซียเช่น T-90A แต่อย่าลืมว่ากองทัพไทยเป็นผู้ใช้งานหลักรายเดียวของรถถัง Oplot-M มีประจำการอยู่ 1 กองพัน 49 คัน (กองทัพยูเครนมีรถถัง Oplot-M แค่พอสำหรับสวนสนามเท่านั้น นอกนั้นเป็นรถถัง T-84 รุ่นเก่าจำนวน 10 คัน) การที่ยูเครนเอารถถังรุ่นนี้ให้สหรัฐฯไปศึกษา ส่งผลกระทบต่อไทยมากกว่ารัสเซียเสียอีก ถึงแม้ไทยจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯควรรู้จักยุทโธปกรณ์ทุกชนิดของกองทัพไทยแบบหมดเปลือกครับ

สวัสดี

22.10.2021

แสดงความคิดเห็น