วิกฤตการณ์คิวบา 2.0 อาจกำลังก่อตัว

ภาพการทดสอบอาวุธไฮเปอร์โซนิคของสหรัฐฯในรัฐฮาวาย วันที่ 19 มีนาคม ค.ศ.2020
(U.S. Navy photo/Released)

ช่วงนี้สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศยังคงตึงเครียดขึ้นทุกวัน มีความเคลื่อนที่เกิดขึ้นในเยอรมนี ยุโรปตะวันออก และลาตินอเมริกา ซึ่งส่วนตัวผมรู้สึกเหมือนว่าเหตุการณ์กำลังจะซ้ำรอยวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา (Cuban Missile Crisis) ในปี ค.ศ.1962 เลยครับ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สื่อ The Sun รายงานว่าสหรัฐฯคืนชีพกองบัญชาการปืนใหญ่ที่ 56 (56th Artillery Command) ในเยอรมนีขึ้นมาใหม่ หน่วยนี้เคยเป็นหน่วยทหารสำคัญของสหรัฐฯสมัยสงครามเย็น แม้จะชื่อหน่วยปืนใหญ่ แต่ยุทโธปกรณ์หลักของหน่วยนี้จริงๆแล้วคืออาวุธนิวเคลียร์ โดยสหรัฐฯมีแผนจะติดตั้งขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิค Dark Eagle รุ่นใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา สามารถยิงถึงกรุงมอสโกได้ภายในเวลาเพียง 21 นาที 30 วินาทีให้หน่วยนี้ใช้งาน ถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของรัสเซีย

แม้แผนติดตั้งขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิคของสหรัฐฯในเยอรมนีอาจส่งผลให้เกิดความตึงเครียดแบบสมัยสงครามเย็นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็มีโอกาสที่แผนดังกล่าวจะถูกยกเลิกครับ เนื่องจากนักการเมืองเยอรมันหลายคนต้องการให้สหรัฐฯนำระเบิดนิวเคลียร์ B61 ออกไปจากเยอรมนี เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งเยอรมนีที่ผ่านมา อ้างอิงจากข่าวของสื่อ Euractiv เมื่อเดือนตุลาคม ถ้าสุดท้ายรัฐบาลใหม่ของเยอรมนีตัดสินใจให้สหรัฐฯนำระเบิดนิวเคลียร์ B61 ออกไปจริง ก็คงจะไม่ยอมให้สหรัฐฯติดตั้งขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิคเช่นกัน ความตึงเครียดก็อาจหลีกเลี่ยงได้ … หรือเปล่า ?

เมื่อสหรัฐฯเห็นว่าเยอรมนีไม่ต้องการให้สหรัฐฯติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ จึงใช้ NATO มาขู่เยอรมนี สื่อ RT รายงานว่าสหรัฐฯมีแผนจะติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศยุโรปตะวันออกหลายประเทศ ต่อให้เยอรมนีไม่ยอมรับอาวุธนิวเคลียร์สหรัฐฯ สหรัฐฯก็จะติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศเพื่อนบ้านทางตะวันออกของเยอรมนีอยู่ดี และถ้าเยอรมนีถอนตัวจากเครือข่ายอาวุธนิวเคลียร์ของ NATO ก็จะไม่มีสิทธิออกเสียงเกี่ยวกับการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯในยุโรป เป็นการแบล็คเมล์ให้เยอรมนียอมให้สหรัฐฯติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศต่อไปนั่นเอง

ภาพระเบิดนิวเคลียร์ B61 ของสหรัฐฯ
(SSGT Phil Schmitten/ United States Department of Defense)

เห็นได้ชัดว่าแผนการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯล้อมรัสเซีย (และจีน) กำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ทั้งการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ Aegis Ashore ในโปแลนด์และโรมาเนีย, การส่งเรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke ติดจรวดร่อน Tomahawk เข้ามาป้วนเปี้ยนในทะเลบอลติกและทะเลดำ ปิดท้ายด้วยการติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางและขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิคในยุโรป พร้อมกับขยับคลังระเบิดนิวเคลียร์ B61 ประชิดชายแดนรัสเซียเข้ามาเรื่อยๆ เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงยุค 60 ที่สหรัฐฯติดตั้งขีปนาวุธ PGM-19 Jupiter ในอิตาลีและตุรกี เป็นภัยคุกคามต่อสหภาพโซเวียตอย่างร้ายแรง เมื่อนายฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) ผู้นำคิวบาขอความช่วยเหลือจากโซเวียต หลังสหรัฐฯพยายามโค่นล้มเขาในเหตุการณ์อ่าวพิกส์ (Bays of Pigs) โซเวียตจึงทำการติดตั้งขีปนาวุธ R-12 Dvina ในคิวบา นำไปสู่วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาในที่สุด

เป็นเรื่องบังเอิญเหลือเชื่อที่ขณะนี้กำลังเกิดความวุ่นวายทางการเมืองในหลายประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกาพอดี ไม่นานมานี้พึ่งมีการเลือกตั้งในประเทศนิการากัว นายดาเนียล ออร์เตกา (Daniel Ortega) ซึ่งเป็นเสี้ยนหนามของสหรัฐฯมานาน ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัยหนึ่ง สหรัฐฯ อังกฤษ และ EU ประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งนิการากัว ทำนองเดียวกับที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งเวเนซุเอลาก่อนหน้านี้ และทำการคว่ำบาตรนิการากัว ล่าสุดสื่อ Al Jazeera รายงานว่านิการากัวเตรียมถอนตัวจากองค์การรัฐอเมริกันหรือ OAS แล้ว สหรัฐฯยังให้การสนับสนุนผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลคิวบาเมื่อไม่กี่วันก่อนด้วย แต่ไม่สำเร็จ คนคิวบาส่วนใหญ่ไม่ยอมออกมาเข้าร่วมกับผู้ประท้วง และแกนนำต้องหนีไปต่างประเทศ มีข่าวในสื่อ Business Standard นายบรูโน รอดริเกซ (Bruno Rodriguez) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของคิวบาวิจารณ์ว่าเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าผู้ประท้วงไม่ใช่ตัวแทนของคนคิวบาส่วนใหญ่ และการประท้วงดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เขาบอกด้วยว่าคนที่พยายามโพสต์ Twitter จุดกระแสให้มีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลคิวบาหลายพันคนนั้นมีคนที่อยู่ในคิวบาจริงๆไม่ถึง 2%

จากเหตุการณ์นี้ ถ้าสหรัฐฯพยายามใช้มาตรการรุนแรงโค่นล้มรัฐบาลเวเนซุเอลา นิการากัว และคิวบามากขึ้น ก็มีโอกาสที่ประเทศเหล่านี้จะขอความช่วยเหลือจากรัสเซีย แม้รัสเซียในปัจจุบันจะไม่ได้เข้มแข็งเท่ายุคโซเวียต แต่ที่ผ่านมารัสเซียก็แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถส่งกำลังทหารออกไปปฏิบัติการนอกประเทศถึงลาตินอเมริกาได้ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ.2018 สื่อ BBC รายงานว่ารัสเซียได้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ Tu-160 Blackjack/ White Swan ทำการบินไปถึงเวเนซุเอลา ต่อมาในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2019 สื่อ AP ก็รายงานว่ารัสเซียได้ส่งเรือฟริเกต Admiral Gorshkov ไปเยือนคิวบา เรือลำนี้ติดตั้งจรวดร่อน Kalibr ซึ่งมีระยะยิงไกลกว่า 2,500 กิโลเมตร พอๆกับขีปนาวุธพิสัยกลาง ดังนั้นในกรณีจำเป็น รัสเซียก็สามารถวางกำลังอาวุธทางยุทธศาสตร์ในลาตินอเมริกา ประชิดสหรัฐฯได้เช่นกัน เกิดเป็นวิกฤตการณ์คิวบา 2.0 นั่นเอง

ภาพเรือฟริเกต Admiral Gorshkov ของรัสเซีย
(Ministry of Defence of the Russian Federation – Mil.ru)

คำถามสำคัญคือในเมื่อบทเรียนประวัติศาสตร์กำลังฉายภาพลำดับเหตุการณ์ให้เห็นชัดเจนขนาดนี้ และคนปกติก็ควรต้องคิดได้ว่าจะไม่มีใครเป็นผู้ชนะในสงครามนิวเคลียร์ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องรอให้เหตุการณ์พัฒนาไปถึงขั้นวิกฤตการณ์คิวบา 2.0 แล้ว ถึงค่อยหาทางแก้ปัญหาผ่อนคลายความตึงเครียดกัน

สวัสดี

21.11.2021

แสดงความคิดเห็น