ไอวี่ เบลล์: ปฏิบัติการสหรัฐฯดักฟังเคเบิลใต้น้ำโซเวียต

ภาพเรือ USS Richard B. Russell (SSN-687) หนึ่งในเรือดำน้ำที่สหรัฐฯใช้ในปฏิบัติการ Ivy Bells
(United States government – Public Domain)

ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ขณะที่สงครามเย็น (Cold War) กำลังตึงเครียด สหรัฐฯต้องการข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับขีดความสามารถของเรือดำน้ำและอาวุธนิวเคลียร์ของสหภาพโซเวียต เมื่อสหรัฐฯทราบว่าโซเวียตมีสายเคเบิลลับลอดใต้ทะเลโอฮ็อตสค์ (Sea of Okhotsk) ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างฐานทัพของกองเรือแปซิฟิก (Pacific Fleet) ที่เมืองวลาดิวอสตอก (Vladivostok) และฐานทัพเรือดำน้ำที่เปตราปัฟลอฟสค์ (Petropavlovsk) ในคาบสมุทรคัมชัตคา (Kamchatka Peninsula) จึงเกิดแนวคิดที่จะติดอุปกรณ์ดักฟังเข้ากับสายเคเบิลดังกล่าว เพื่อล้วงความลับของโซเวียต ชื่อปฏิบัติการไอวี่ เบลล์ (Operation Ivy Bells) เป็นปฏิบัติการที่อันตราย เนื่องจากทะเลโอฮ็อตสค์อยู่ในอาณาเขตของโซเวียต มีการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับเสียงเพื่อป้องกันผู้บุกรุก รวมถึงมีเรือรบของโซเวียตทั้งเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำทำการลาดตระเวนหรือซ้อมรบอยู่เสมอ

เดือนตุลาคม ค.ศ.1971 สหรัฐฯส่งเรือดำน้ำ USS Halibut (SSGN-587) ลอบเข้าไปในทะเลโอฮ็อตสค์ เพื่อค้นหาสายเคเบิลใต้น้ำของโซเวียต โดยใช้เบาะแสจากตำแหน่งของป้ายบนชายฝั่งที่เตือนไม่ให้ชาวประมงทอดสมอเรือ ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นความลับสุดยอด แม้แต่ลูกเรือดำน้ำส่วนใหญ่ก็ไม่รู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริง ส่วนใหญ่เข้าใจว่าภารกิจคือการเก็บกู้ซากจรวดร่อนต่อต้านเรือรบ P-500 Bazalt หรือ SS-N-12 Sandbox ที่โซเวียตใช้ซ้อมรบในบริเวณดังกล่าวกลับไปวิเคราะห์หาวิธีรับมือ นักประดาน้ำของสหรัฐฯพบสายเคเบิลใต้น้ำของโซเวียตที่ระดับความลึกประมาณ 120 เมตร และทำการติดตั้งอุปกรณ์ดักฟังขนาดยาวประมาณ 20 ฟุต (ประมาณ 6.1 เมตร) พันรอบสายเคเบิล อุปกรณ์ดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษให้สามารถรับสัญญาณสื่อสารจากสายเคเบิลได้โดยไม่ต้องเจาะเปลือกหุ้ม และในกรณีที่ฝ่ายโซเวียตทำการยกสายเคเบิลขึ้นจากน้ำเพื่อซ่อมบำรุง อุปกรณ์ดักฟังก็จะหลุดออกจากสายเคเบิลแล้วจมหายไปใต้น้ำโดยอัตโนมัติ นักประดาน้ำของสหรัฐฯยังทำการเก็บกู้ชิ้นส่วนของจรวด P-500 กลับไปตามที่แต่งเรื่องหลอกลูกเรือดำน้ำไว้ด้วย เพื่อรักษาความลับของปฏิบัติการ

ทุกๆเดือนสหรัฐฯจะส่งเรือดำน้ำลอบเข้าไปนำเทปบันทึกเสียงจากอุปกรณ์ดักฟังกลับไปให้สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agency หรือ NSA) ทำการวิเคราะห์ พร้อมกับติดตั้งเทปชุดใหม่เข้าไป เนื่องจากฝ่ายโซเวียตมั่นใจในความปลอดภัยของสายเคเบิลใต้นำมาก ข้อมูลที่ส่งผ่านสายเคเบิลดังกล่าวจึงแทบไม่มีการเข้ารหัสเลย สหรัฐฯจึงสามารถเข้าถึงข้อมูลลับของโซเวียตทั้งปฏิบัติการของเรือดำน้ำ การพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป ฯลฯ เป็นประโยชน์ต่อหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯมาก

สหรัฐฯสามารถดักฟังข้อมูลลับของโซเวียตจากสายเคเบิลใต้น้ำเป็นเวลานานเกือบสิบปี จนกระทั่งในปี ค.ศ.1980 มีอดีตเจ้าหน้าที่ NSA คนหนึ่งชื่อโรนัลด์ เพลตัน (Ronald Pelton) ซึ่งพูดภาษารัสเซียได้ กำลังประสบปัญหาหนี้สินมูลค่ากว่า 65,000 เหรียญและถูกฟ้องล้มละลาย ได้ทำการติดต่อสถานทูตโซเวียตในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อขายข้อมูลลับให้หน่วย KGB แลกกับเงิน โดยระหว่างปี ค.ศ.1980 – 1983 เพลตันได้รับเงินจาก KGB ทั้งหมด 35,000 เหรียญ ในจำนวนนี้ 5,000 เหรียญเป็นค่าตอบแทนข้อมูลลับเกี่ยวกับปฏิบัติการไอวี่ เบลล์

ในปี ค.ศ.1981 ดาวเทียมของสหรัฐฯตรวจพบเรือรบโซเวียตหลายลำทอดสมออยู่บริเวณตำแหน่งของสายเคเบิลใต้น้ำ สหรัฐฯรีบส่งเรือดำน้ำ USS Parche (SSN-683) ออกไปเก็บกู้อุปกรณ์ดักฟังกลับมา แต่หาไม่พบ จึงได้ข้อสรุปว่าฝ่ายโซเวียตน่าจะยึดอุปกรณ์ดังกล่าวไปได้แล้ว สหรัฐฯไม่รู้เลยว่าโซเวียตได้ข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการไอวี่ เบลล์ไปได้อย่างไร จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1985 เจ้าหน้าที่ KGB ชื่อวิตาลี ยูร์เชงโก (Vitaly Yurchenko) ได้แปรพักตร์และบอกข้อมูลเกี่ยวกับนายเพลตันให้สหรัฐฯรู้ ส่งผลให้นายเพลตันถูกจับกุมและถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

สวัสดี

29.11.2021

แสดงความคิดเห็น