วิกฤตขีปนาวุธในยุโรป ที่นำไปสู่การทำสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง

ภาพรถฐานยิงขีปนาวุธพิสัยกลาง RSD-10 Pioneer ของสหภาพโซเวียต ตั้งแสดงที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศยูเครน
(George Chernilevsky/ Wikimedia Commons/ Public Domain)

ระหว่างสงครามเย็น ช่วงปลายทศวรรษ 1970 ได้เกิดวิกฤตขีปนาวุธในยุโรป (Euromissile Crisis) ขึ้น เมื่อสหภาพโซเวียตภายใต้การนำของนายเลโอนิด เบรจเนฟ (Leonid Brezhnev) ได้รับมอบขีปนาวุธพิสัยกลาง RSD-10 Pioneer หรือชื่อในระบบ NATO คือ SS-20 Saber เข้าประจำการในปี ค.ศ.1976 ขีปนาวุธรุ่นนี้มีความเร็วและความแม่นยำสูงกว่าขีปนาวุธรุ่นก่อนๆของโซเวียตมาก มีระยะยิงไกลกว่า 5,000 กิโลเมตร แม้จะติดตั้งในสหภาพโซเวียตก็มีระยะยิงครอบคลุมพื้นที่ทวีปยุโรปทั้งหมด ส่งผลให้ฝ่ายองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation – NATO) โดยเฉพาะประเทศสมาชิกในยุโรปตะวันตกเป็นกังวลมาก

NATO ประกาศนโยบาย Double-Track ในปี ค.ศ.1979 ใช้สองแนวทางในการตอบโต้ แนวทางแรกคือหาทางเจรจาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์โดยเฉพาะขีปนาวุธพิสัยกลางกับฝ่ายองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ (Warsaw Pact) พูดง่ายๆคือจะให้โซเวียตทำลายขีปนาวุธ RSD-10 Pioneer ทิ้งไปนั่นเอง ให้กำหนดเวลา 4 ปี แต่ถ้าเจรจาไม่สำเร็จก็จะใช้แนวทางที่สองคือนำขีปนาวุธพิสัยกลาง Pershing II และจรวดร่อน BGM-109G Gryphon หรือ GLCM ของสหรัฐฯเข้ามาติดตั้งในยุโรป

การเจรจาตามแนวทาง Double-Track ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก NATO ต้องการให้โซเวียตทำลายขีปนาวุธ RSD-10 Pioneer ทิ้งไปเพียงฝ่ายเดียว หรืออย่างมากที่สุดสหรัฐฯก็จะยอมทำลายขีปนาวุธ Pershing II และจรวดร่อน GLCM ไปพร้อมกันเท่านั้น แต่ไม่ยอมพูดถึงขีปนาวุธของชาติสมาชิก NATO อื่นๆคืออังกฤษและฝรั่งเศส รวมถึงอาวุธนิวเคลียร์ที่ติดตั้งบนอากาศยานด้วย เมื่อโซเวียตเสนอให้สหรัฐฯถอนเครื่องบินรบที่สามารถบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์ได้คือ F-4 Phantom II, A-6 Intruder และ A-7 Corsair II ออกไปจากยุโรป NATO ก็บอกให้โซเวียตถอนเครื่องบินรบ Su-17, Su-24 และ MiG-27 ออกไปเช่นกัน ทั้งที่เครื่องบินรบของโซเวียตก็อยู่ในประเทศสหภาพโซเวียตซึ่งอยู่ในทวีปยุโรป ไม่สามารถถอนกำลังไปไหนได้ เป็นต้น ไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ แม้เบรจเนฟจะถึงแก่อสัญกรรมในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1982 แต่ผู้นำโซเวียตคนใหม่คือนายยูริ อันโดรปอฟ (Yuri Andropov) ก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้ตะวันตก สุดท้ายเมื่อครบกำหนดเวลา 4 ปีในปี ค.ศ.1983 สหรัฐฯก็ทำการติดตั้งขีปนาวุธ Pershing II และจรวดร่อน GLCM ในยุโรป การเจรจาระหว่างโซเวียตและ NATO จึงยุติลงไปตอนนั้นเอง

ภาพรถฐานยิงจรวดร่อน BGM-109G Gryphon ของสหรัฐฯในปี ค.ศ.1983 (U.S. Air Force)

ความตึงเครียดดำเนินต่อไปจนถึงปี ค.ศ.1985 เมื่อนายมิฮาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ได้เป็นผู้นำสหภาพโซเวียต มีนโยบายผ่อนคลายความตึงเครียด การเจรจาจึงกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง และในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ.1987 กอร์บาชอฟและประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ก็ลงนามในสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty – INF Treaty) ห้ามไม่ให้ทั้งสหรัฐฯและสหภาพโซเวียตครอบครองขีปนาวุธพิสัยกลางและจรวดร่อนที่มีฐานยิงบนบก ระยะยิงระหว่าง 500 – 5,500 กิโลเมตร และให้นำเอาขีปนาวุธและจรวดร่อนได้แก่ Pershing I, Pershing II, GLCM ของสหรัฐฯ, RSD-10 Pioneer, R-12 Dvina, R-14 Chusovaya, TR-1 Temp และ OTR-23 Oka ของสหภาพโซเวียต รวมทั้งหมด 2,692 ลูกไปทำลายทิ้ง

การลงนามในสนธิสัญญา INF ถือว่ากอร์บาชอฟยอมอ่อนข้อให้ตะวันตกมากทีเดียว เพราะสนธิสัญญาไม่ได้ครอบคลุมไปถึงขีปนาวุธของอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นสมาชิก NATO เช่นเดียวกับสหรัฐฯ รวมถึงไม่ได้ครอบคลุมถึงขีปนาวุธและจรวดร่อนติดตั้งบนเรือรบและอากาศยานด้วย ซึ่งอาวุธประเภทนี้ตะวันตกได้เปรียบโซเวียตมาก ยกตัวอย่างเช่นแม้สหรัฐฯจะต้องทำลายจรวดร่อน GLCM ทิ้งไป แต่สหรัฐฯยังมีจรวดร่อน Tomahawk ติดตั้งบนเรือรบอยู่อีก ขณะที่โซเวียตยังไม่มีจรวดร่อนที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันแต่อย่างใด อีกประเด็นหนึ่งที่กอร์บาชอฟยอมอ่อนข้อให้ตะวันตกสุดๆเลยก็คือการที่โซเวียตยอมทำลายขีปนาวุธ Oka ด้วยทั้งที่ขีปนาวุธดังกล่าวเป็นเพียงขีปนาวุธพิสัยใกล้ ไม่ใช่ขีปนาวุธพิสัยกลาง (สังเกตย่อหน้าที่แล้วตอนระบุชื่อรุ่นขีปนาวุธที่ถูกทำลาย ผมใช้คำว่าขีปนาวุธเฉยๆ ไม่ใช่ขีปนาวุธพิสัยกลาง)

ภาพรถฐานยิง 9P71 และขีปนาวุธ 9M714 ของระบบขีปนาวุธ 9K714 Oka ตั้งแสดงที่พิพิธภัณฑ์ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
(Alf van Beem/ Wikimedia Commons/ Public Domain)

ขีปนาวุธ Oka ของโซเวียต เข้าสู่สายการผลิตในปี ค.ศ.1979 ทดแทนขีปนาวุธ SCUD เป็นขีปนาวุธพิสัยใกล้ ระยะยิง 400 – 500 กิโลเมตร มีประสิทธิภาพสูง สามารถเตรียมการยิงได้ภายในเวลาเพียง 5 นาที และเมื่อยิงไปแล้วก็ยากต่อการสกัดกั้น ที่สำคัญคือฝ่าย NATO ไม่มีขีปนาวุธพิสัยใกล้ที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันแต่อย่างใด ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญที่ตะวันตกต้องการกำจัด เมื่อมีการเจรจาสนธิสัญญา INF สหรัฐฯจึงกดดันให้กอร์บาชอฟรวมขีปนาวุธรุ่นนี้เข้าไปในรายชื่อขีปนาวุธที่จะถูกทำลายด้วย โดยอ้างว่าขีปนาวุธ Oka มีระยะยิงเกิน 500 กิโลเมตร จัดเป็นขีปนาวุธพิสัยกลาง ฝ่ายโซเวียตยืนยันอย่างไร สหรัฐฯก็ไม่ฟัง ยืนกรานให้โซเวียตทำลายขีปนาวุธรุ่นนี้ให้ได้ ปรากฏว่าสุดท้ายกอร์บาชอฟยอมตามสหรัฐฯสั่งให้ทำลายขีปนาวุธ Oka ทิ้งไปด้วยทั้งที่นายทหารระดับสูงของโซเวียตคัดค้านแล้ว การทำลายขีปนาวุธ Oka ส่งผลให้กำลังรบของหน่วยขีปนาวุธทางยุทธวิธีของโซเวียตเหลือเพียงขีปนาวุธ OTR-21 Tochka ซึ่งมีระยะยิงเพียง 120 กิโลเมตร (รุ่น Tochka-U) เท่านั้น เป็นสาเหตุให้หลังจากนั้นกลาโหมโซเวียตเริ่มพัฒนาขีปนาวุธพิสัยใกล้รุ่นใหม่มาทดแทน Oka อย่างเร่นด่วน ซึ่งต่อมาก็คือระบบขีปนาวุธ 9K720 Iskander ของรัสเซียนั่นเอง แต่เนื่องจากสหภาพโซเวียตได้ล่มสลายไปเสียก่อนและรัสเซียเผชิญวิกฤตช่วงยุค 90 ส่งผลให้กว่าขีปนาวุธ Iskander จะพัฒนาเสร็จก็ต้องรอถึงปี ค.ศ.2006 การอ่อนข้อของกอร์บาชอฟส่งผลให้หน่วยขีปนาวุธทางยุทธวิธีของโซเวียตและรัสเซียแทบจะไร้เขี้ยวเล็บเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ในขณะที่สหรัฐฯมีจรวดร่อน Tomahawk ระยะยิง 2,500 กิโลเมตรใช้แต่เพียงผู้เดียว (รัสเซียพึ่งเปิดตัวจรวดร่อน Kalibr ที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ Tomahawk ระหว่างปฏิบัติการในซีเรียปี ค.ศ.2015)

การลงนามในสนธิสัญญา INF ส่งผลให้วิกฤตขีปนาวุธในยุโรปสิ้นสุดลง และสนธิสัญญานี้ก็มีผลบังคับใช้มาจนถึงปี ค.ศ.2019 เมื่อสหรัฐฯสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กล่าวหาว่ารัสเซียพัฒนาจรวดร่อน 9M729 สำหรับระบบขีปนาวุธ Iskander ละเมิดสนธิสัญญา INF กล่าวคือสหรัฐฯอ้างว่าจรวดร่อนรุ่นนี้มีระยะยิงไกลกว่า 5,000 กิโลเมตร ขณะที่รัสเซียยืนยันว่าจรวดร่อน 9M729 มีระยะยิงเพียง 480 กิโลเมตร เมื่อประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ของรัสเซียไม่ยอมอ่อนข้อให้สหรัฐฯเหมือนกอร์บาชอฟที่ยอมทำลายขีปนาวุธ Oka สหรัฐฯก็ถอนตัวจากสนธิสัญญา INF

สวัสดี

15.03.2022

แสดงความคิดเห็น