ปืนต่อสู้อากาศยาน KS-19 ขนาด 100 มิลลิเมตรของสหภาพโซเวียต

ภาพปืนต่อสู้อากาศยาน KS-19 ตั้งแสดงที่พิพิธภัณฑ์ปืนใหญ่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
(One half 3544/ Wikimedia Commons/ Public Domain)

ก่อนที่จรวดต่อสู้อากาศยานพื้นสู่อากาศจะถูกพัฒนาขึ้น ปืนต่อสู้อากาศยานถือเป็นอาวุธหลักที่กองทัพประเทศต่างๆใช้ในการรับมือภัยทางอากาศจากเครื่องบินรบ ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิดมีขนาดใหญ่และเพดานบินสูงขึ้น ปืนต่อสู้อากาศยานก็ต้องมีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วยเพื่อที่จะได้ยิงกระสุนแตกอากาศขึ้นไปถึงเพดานบินของเครื่องบินทิ้งระเบิดได้ สหภาพโซเวียตก็เป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาปืนต่อสู้อากาศยานรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่สงครามเย็นเริ่มก่อตัวเพื่อใช้รับมือเครื่องบินทิ้งระเบิดของประเทศสัมพันธมิตรตะวันตก

ช่วงปลายทศวรรษ 1940 สหภาพโซเวียตได้นำปืนต่อสู้อากาศยานติดตั้งบนเรือรบรุ่น B-34 ขนาด 100 มิลลิเมตรมาดัดแปลงเป็นปืนต่อสู้อากาศยานแบบลากจูงใช้งานบนบก เพื่อทดแทนปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 85 มิลลิเมตรที่ใช้อยู่เดิม ปืนต่อสู้อากาศยาน KS-19 ขนาด 100 มิลลิเมตรจึงถือกำเนิดขึ้น เข้าประจำการในปี ค.ศ.1950

ปืนต่อสู้อากาศยาน KS-19 มีน้ำหนัก 9.55 ตัน ขนาดความกว้างปากลำกล้อง 100 มิลลิเมตร ความยาวลำกล้อง 5.7 เมตร อัตราการยิง 15 นัดต่อนาที ระยะยิงไกลสุดในแนวราบ 21 กิโลเมตร ระยะยิงแนวดิ่ง 12.7 กิโลเมตร มีพลประจำปืน 15 นาย นอกจากใช้ต่อสู้อากาศยานแล้วยังสามารถใช้ยิงทำลายเป้าหมายภาคพื้นดินได้ด้วย

หลังปืนต่อสู้อากาศยาน KS-19 เข้าประจำการได้ไม่นาน สหภาพโซเวียตก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนาจรวดต่อสู้อากาศยาน เช่นระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-25 Berkut (SA-1 Guild) เข้าประจำการในปี ค.ศ.1955, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-75 Dvina (SA-2 Guideline) เข้าประจำการในปี ค.ศ.1957 เป็นต้น ส่งผลให้ KS-19 ค่อยๆถูกแทนที่ในที่สุด

ระหว่างสงครามเย็นสหภาพโซเวียตได้ส่งปืนต่อสู้อากาศยาน KS-19 ให้ประเทศพันธมิตรเช่นจีน เกาหลีเหนือ เวียดนาม ซีเรีย คิวบา ฯลฯ ใช้งานอย่างแพร่หลาย ผ่านสมรภูมิทั้งสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม

สวัสดี

28.04.2022

แสดงความคิดเห็น