ว่าด้วยเกราะคอมโพสิตและเกราะปฏิกิริยาระเบิด (ERA) ของรถถัง

ภาพรถถัง T-90A ของรัสเซียใช้เกราะผลิตจากวัสดุคอมโพสิต เสริมด้วยเกราะ ERA แบบ Kontakt-5 (©Viktor Karasev/123RF.COM)

เมื่อกระสุนเจาะเกราะและอาวุธต่อสู้รถถังอื่นๆได้รับการพัฒนาให้มีขีดความสามารถสูงขึ้น ระบบป้องกันตัวของรถถังก็ต้องได้รับการพัฒนาตามไปด้วย เดิมระบบป้องกันตัวของรถถังมีเพียงเกราะเหล็กซึ่งได้รับการเสริมให้หนาขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อเกราะเหล็กหนาขึ้น น้ำหนักของรถถังก็เพิ่มขึ้นตาม เช่นรถถังหนัก Tiger I ของเยอรมนีสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หุ้มเกราะด้านหน้าหนา 100 มิลลิเมตร มีน้ำหนัก 57 ตัน ขณะที่รถถังหนัก King Tiger หุ้มเกราะด้านหน้าหนา 150 – 180 มิลลิเมตร มีน้ำหนักเกือบ 70 ตัน เป็นต้น น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมานี้ส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวของรถถังทั้งความเร็วในการเคลื่อนที่ รวมถึงเส้นทางคมนาคมอย่างถนนหรือสะพานที่อาจไม่สามารถรองรับรถถังที่มีน้ำหนักมากได้ เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ไม่สามารถเสริมความหนาของเกราะเหล็กให้รถถังได้อีกต่อไป แต่กระสุนเจาะเกราะกลับได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เช่นกระสุนเจาะเกราะ L15 APDS ใช้กับปืนใหญ่ขนาด 120 มิลลิเมตร L11A5 ของรถถังหลัก Chieftain ของอังกฤษซึ่งเข้าประจำการในช่วงทศวรรษ 1960 สามารถเจาะเกราะเหล็กกล้าหนา 355 มิลลิเมตรที่ระยะ 1,000 เมตร เป็นต้น

เพื่อรับมือกระสุนเจาะเกราะรุ่นใหม่ๆ ผู้ผลิตรถถังจึงพัฒนาเกราะคอมโพสิต (Composite armour) ซึ่งผลิตจากวัสดุหลายชนิดผสมกันเป็นชั้นๆเช่นเหล็ก พลาสติก เซรามิก ฯลฯ ซึ่งมีความหนา สามารถป้องกันกระสุนเจาะเกราะและอาวุธต่อสู้รถถังต่างๆได้ไม่ต่างจากเกราะเหล็ก แต่มีน้ำหนักเบากว่า โดยสหรัฐฯเป็นประเทศแรกที่เริ่มพัฒนาเกราะคอมโพสิตสำหรับใช้กับต้นแบบรถถังกลาง T95 ในช่วงทศวรรษ 1950 แต่รถถังรุ่นดังกล่าวไม่ได้เข้าประจำการ ส่งผลให้ประเทศแรกที่มีการใช้เกราะคอมโพสิตอย่างกว้างขวางกลายเป็นสหภาพโซเวียต โดยรถถังหลัก T-64 เป็นรถถังรุ่นแรกที่ใช้เกราะคอมโพสิตแบบ Combination K ประกอบด้วยแผ่นเหล็ก 2 ชั้นแทรกตรงกลางด้วยไฟเบอร์กลาสและเซรามิก ต่อมารถถังหลัก T-72 บางรุ่นก็มีการใช้เกราะคอมโพสิตที่ประกอบด้วยแผ่นเหล็ก 2 ชั้นแทรกตรงกลางด้วยควอตซ์ ฯลฯ สำหรับเกราะคอมโพสิตของฝั่ง NATO ที่ถูกใช้งานแพร่หลายที่สุดจะเป็นแบบ Chobham ใช้ในรถถังหลัก M1 Abrams, Challenger 1 และ Challenger 2

ภาพรถถัง M60A1 ของนาวิกโยธินสหรัฐฯระหว่างปฏิบัติการพายุทะเลทรายวันที่ 25 มกราคม ค.ศ.1991 มีการติดตั้งเกราะปฏิกิริยา
(Staff Sgt. M.D. Masters – PD-USGOV-MILITARY.)

เกราะอีกชนิดหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นแทนที่เกราะเหล็กก็คือเกราะปฏิกิริยา (Reactive armour) คือเกราะที่จะตอบสนองต่อแรงกระแทกของอาวุธต่อสู้รถถังเพื่อลดความเสียหายต่อรถถังที่หุ้มเกราะชนิดนี้อยู่ โดยเกราะปฏิกิริยาแบบที่มีการใช้งานแพร่หลายที่สุดก็คือเกราะปฏิกิริยาระเบิด (Explosive reactive armour หรือ ERA) เป็นวัตถุระเบิดหุ้มด้วยแผ่นวัสดุ ซึ่งปกติจะเป็นแผ่นเหล็ก เมื่อกระสุนหรือจรวดต่อสู้รถถังพุ่งเข้ามากระทบ ERA ก็จะเกิดการระเบิดทำให้แผ่นเหล็กที่หุ้มอยู่กระจายออกไปสร้างความเสียหายให้กับหัวรบของอาวุธต่อสู้รถถังนั้น ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดความเสียหายต่อรถถัง

สหภาพโซเวียตเป็นประเทศแรกที่เริ่มพัฒนาเกราะ ERA ในปี ค.ศ.1949 และมีการผลิตต้นแบบออกมาในช่วงทศวรรษ 1960 แต่ทว่าต้นแบบที่พัฒนาขึ้นไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ รวมถึงเกิดอุบัติเหตุระหว่างการทดสอบ โครงการจึงถูกระงับไป กว่าโซเวียตจะกลับมาสานต่อการพัฒนาเกราะ ERA ก็ปี ค.ศ.1974

เมื่อโครงการพัฒนาเกราะ ERA ของโซเวียตหยุดชะงักลง ตะวันตกจึงเป็นฝ่ายพัฒนาเกราะ ERA สำเร็จก่อน โดย ดร.มันเฟรด เฮลด์ (Manfred Held) นักวิจัยชาวเยอรมันตะวันตกได้ร่วมกับกองทัพอิสราเอล ศึกษาซากรถถัง T-55 ที่ถูกทำลายในช่วงสงคราม 6 วัน (Six-Day War) พบว่าการระเบิดของกระสุนภายในตัวรถช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากกระสุนเจาะเกราะ shaped charge ได้ จึงนำแนวคิดนี้มาพัฒนาเกราะ ERA ขึ้น แต่เมื่อเขานำเสนอเกราะชนิดใหม่นี้ให้กองทัพเยอรมันตะวันตกและประเทศสมาชิก NATO พิจารณากลับไม่ได้รับความสนใจ จนกระทั่งในปี ค.ศ.1974 หลังสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) สิ้นสุดลง ดร.เฮลด์จึงได้นำเสนอเกราะ ERA ที่เขาพัฒนาขึ้นให้กองทัพอิสราเอลพิจารณา และได้รับอนุมัติให้เข้าประจำการชื่อว่าเกราะ Blazer ERA มีการติดเกราะรุ่นนี้ให้รถถัง M48, M60 และ Centurion ของอิสราเอลออกรบจริงครั้งแรกในช่วงสงครามกลางเมืองเลบานอน (Lebanon War) ในปี ค.ศ.1982 หลังจากนั้นสหภาพโซเวียตก็สามารถพัฒนาเกราะ ERA แบบ Kontakt-1 ได้สำเร็จในปี ค.ศ.1984 ตามด้วยแบบ DYNA ERA ของเชโกสโลวาเกียพัฒนาเสร็จในปี ค.ศ.1988

ภาพรถถัง T-72AV ของรัสเซีย ติดเกราะปฏิกิริยาระเบิดแบบ Kontakt-1
(Ministry of Defence of the Russian Federation – Mil.ru)

ในปี ค.ศ.1985 สหภาพโซเวียตได้พัฒนาเกราะ ERA แบบ Kontakt-5 ขึ้นเพื่อรับมือกระสุนเจาะเกราะ APFSDS ติดตั้งให้รถถัง T-80U เป็นรุ่นแรก และต่อมาก็มีการติดเกราะ ERA รุ่นนี้ให้รถถัง T-72B รุ่นปี 1989, T-90 และ T-72B3 ด้วย

เมื่อมีการใช้งานเกราะ ERA แพร่หลายขึ้น จึงมีการพัฒนาหัวรบ Tandem HEAT ขึ้นสำหรับใช้เจาะเกราะ ERA โดยภายในจะมี 2 หัวรบ หัวรบแรกใช้ระเบิดเกราะ ERA ส่วนหัวรบที่สองใช้เจาะเกราะรถถัง หลังจากนั้นรัสเซียจึงพัฒนาเกราะ ERA แบบ Relikt เพื่อป้องกันหัวรบ Tandem HEAT เข้าประจำการในปี ค.ศ.2006 มีแผนจะติดตั้งให้รถถัง T-72B2 Rogatka แต่เนื่องจากรถถังรุ่นนี้มีราคาแพงเกินไปสำหรับ T-72 รุ่นอัพเกรด ส่งผลให้รถถังรุ่นแรกที่ได้รับการติดตั้งเกราะ Relikt กลายเป็น T-90MS เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ.2011 สำหรับเกราะ ERA ที่ทันสมัยที่สุดของรัสเซียในปัจจุบันได้แก่ Malachit ติดตั้งบนรถถังและยานเกราะตระกูล Armata

สวัสดี

13.05.2022

แสดงความคิดเห็น